ทันโลก​ ​ทันธรรม


เรื่อง​ : ​พระมหาสมชาย​ ​ฐานวุฑโฒ​ (M.D., Ph.D>) ​จาก​รายการทันโลก​ ​ทันธรรม​ ​ออกอากาศทางช่อง​ DMC


วันนี้​ได้​รับอาราธนา​ให้​พูด​ถึง​เรื่องของโลกแบน​ ​คำ​ว่า​ ​โลกแบน​ ​ไม่​ใช่​หมาย​ถึง​โลกทางด้านกายภาพว่า​จาก​โลกดวงกลมๆ​ ​กลาย​เป็น​แบนไปแต่​เป็น​การเปรียบเทียบ​ถึง​การที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหล​ถึง​กัน​ได้​อย่างรวด​เร็ว​มหาศาล​ ​จนกระทั่งเหมือน​กับ​ว่า​ ​ทุกอย่าง​อยู่​ใกล้​กัน​ไปหมดเลย​ ​แล้ว​ทุกคนก็มี​โอกาสมากมายเกิดขึ้น

เรื่องนี้​ ​แม้​แต่​อยู่​ใน​วัดกระ​แสก็​เข้า​ถึง​เหมือน​กัน​ ​อย่างเช่น​ ​อาตมานั่ง​อยู่​ที่วัด​ ​เวลา​จะ​ติดต่อ​กับ​ศูนย์สาขา​ใน​ต่างประ​เทศ
ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ที่​โตเกียว​ ​นิวยอร์ก​ ​ลอนดอน​ ​ปารีส​ ​ออสเตรเลีย​ ​ซิดนีย์​ ​สามารถ​ใช้​เบอร์​โทรศัพท์ภาย​ใน​ได้​ ​โทรแค่​ ๔ ​หมายเลข​ ​เสียค่า​ใช้​จ่ายเหมือนโทรศัพท์ภาย​ใน​เรา​สามารถ​ติดต่อสาขาต่างประ​เทศเอง​โดย​ใช้​โทรศัพท์ภาย​ใน​ได้​ ​เหมือน​กับ​ว่า​ ​ทั้ง​โตเกียว​ ​นิวยอร์ก​ ​ซิดนีย์​ ​เหล่านี้​ ​มีออฟฟิศ​อยู่​ข้างๆ​ ​ออฟฟิศของเรา​ใน​วัดนี่​เองระยะทางทางภูมิศาสตร์​ไม่​ได้​เป็น​อุปสรรคเลย​ ​จาก​ความ​ก้าวหน้าของ​ ​เทคโนโลยี​

มิหนำ​ซ้ำ​ ​ยกหู​โทรศัพท์ภาย​ใน​โทรไป​แล้ว​กำ​ลังคุยๆ​ ​อยู่​ก็มี​เสียง​ DMC ​ของพระ​เดชพระคุณหลวงพ่อลอด​ ​เข้า​มา​ ​เทียบ​กับ​เสียงที่ฟัง​อยู่​ที่ออฟฟิศก็​เร็ว​พอๆ​ ​กัน​ ​เลยมี​ ​ความ​รู้สึกว่าคนที่​เรากำ​ลังคุย​ด้วย​ไม่​ได้​อยู่​ไกล​จาก​เรา​เลย​ ​เหมือนนั่ง​อยู่​ใกล้ๆ​ ​ใน​อาคารที่ติดๆ​ ​กัน​อย่างนี้​ ​แล้ว​อยู่​ต่างประ​เทศก็​สามารถ​เข้า​ระบบ​ LAN ​ใน​วัด​ได้​ด้วย​ ​ต้อง​การ​ ​เข้า​ news-server ​ค้น​หาข้อมูลต่างๆ​ ​ก็​สามารถ​ทำ​ได้​ ​ระยะทางทางภูมิศาสตร์​ไม่​เป็น​อุปสรรคเลย​

มองกว้างไป​ถึง​ทั้ง​โลก​ ​การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีตรงนี้​ ​ทำ​ให้​คนแต่ละคน​สามารถ​เข้า​ถึง​แหล่งข้อมูล​ใน​โลก​ ​ได้​โดย​ตรงจำ​นวนมหาศาล​ ​อยากรู้​เรื่องอะ​ไรก็​สามารถ​ค้น​ได้​เลยว่า​เรื่อง​นั้น​สาระจริงๆ​ ​เป็น​อย่างไร​ ​ถ้า​เป็น​สมัยก่อนอยาก​จะ​รู้​เรื่องอะ​ไรที่​ต้อง​เขียนจดหมายไปถามหน่วยราชการ​ ​ต้นแหล่ง​ ​ก็อาจ​ต้อง​รออีกสักเดือน​ ​สองเดือน​
หรือ​อาจ​จะ​หายเงียบไปเลย​ ​แต่นี่​เข้า​เว็บไซต์ปั๊บ​ ​ค้น​ปุ๊บ​ ​เดี๋ยวก็​เจอ​ ​แล้ว​ต้อง​การรู้​เรื่องอะ​ไรที่​เกี่ยวข้องอีก​ ​ก็​ไป​ค้น​ตอเดี๋ยวก็​เจออีก

เรา​สามารถ​เข้า​ถึง​แหล่งข้อมูล​โดย​ตรง​ด้วย​ตัวเอง​ได้​อย่างรวด​เร็ว​มีประสิทธิภาพ​ ​และ​ใน​ขณะ​เดียว​กัน​ ​ตัวของเรา​เองก็​สามารถ​แปรสภาพ​เป็น​ ​ผู้​ให้​ข้อมูล​ได้​อย่างมีประสิทธิภาพเหมือน​กัน​ ​ขึ้น​อยู่​ ​กับ​ว่าข้อมูลของเรามีพลังดึงดูดขนาดไหน​ ​ถ้า​เรา​ให้​ ​ข้อมูลที่ดี​ ​ที่น่าสนใจ​ ​จะ​มี​ผู้​คน​จาก​ทั่ว​โลกมารับข้อมูล​ ​ข่าวสาร​จาก​เรา​ ​คือ​ ​เขา​มี​โอกาส​จะ​เข้า​ถึง​ข้อมูลของเรา​ได้​ ​ถ้า​เขา​ต้อง​การ​ ​อยู่​ที่ว่า​เรา​เอง​สามารถ​ทำ​ให้​ข้อมูลของเรา​ ​เป็น​ที่สนใจ​ได้​หรือ​เปล่า​เท่า​นั้น​เอง​

ฉะ​นั้น​ ​คนแต่ละคน​จึง​มีศักยภาพ​ใน​ตัว​ได้​มหาศาลเลย​ ​จะ​ใช้​ตั้งแต่หนึ่ง​ ​จน​ถึง​ล้าน​ ​สิบล้าน​ ​ร้อยล้าน​ ​พันล้าน​ ​ก็​ได้​ ​อยู่​ที่ว่า​ใคร​จะ​สามารถ​พัฒนาศักยภาพตัวเอง​ได้​ขนาดไหน​

ใน​เมื่อภาวะ​แวดล้อมของตัวเราขณะนี้​ ​เกิดสิ่งอย่างนี้ขึ้นมา​แล้ว​ก็มีวิวัฒนาการต่อไปอย่างรวด​เร็ว​ ​นับวัน​จะ​ยิ่ง​เร็ว​ขึ้นๆ​ ​เราควร​จะ​มีหลักปฏิบัติอย่างไร​ ​จึง​จะ​รับมือ​กับ​เรื่องของโลกแบนนี้​ได้

อาตมภาพอยาก​จะ​ขอฝากหลักปฏิบัติ​ไว้​ ๓ ​ข้อ​ ​ประการแรก​ ​คือ​

๑. ​คุมเวลา​เอา​ไว้​ให้​ได้​ ​เพราะ​เนื่อง​จาก​เรา​สามารถ​เข้า​ถึง​ข้อมูล​ได้​เยอะ​ ​ถ้า​เรา​ไม่​คุมเวลา​ให้​ดี
ไม่​ตั้งประ​เด็นว่า​จะ​หาข้อมูลเรื่องอะ​ไร​ให้​ดี​ ​ผลคือว่า​ ​เราก็อาจ​จะ​เข้า​ไป​ใน​เว็บไซต์​ ​หาข้อมูลเรื่องนี้​ ​พอเจออีกเรื่อง​ ​เห็นหัวเรื่องน่าสนใจดี​ ​ก็​ไปดู​ ​แล้ว​ก็ดูต่อๆ​ ​ไปอาจ​จะ​ดูหมดวันหนึ่งเลย​ ​เราก็​จะ​ได้​รับข้อมูลเยอะ​แยะ​ ​จนข้อมูลเรื่องแรกๆ​ ​ที่อ่านอาจ​จะ​ลืมไป​แล้ว​ ​จาก​ร้อยอาจ​จะ​เหลือเพียงแค่​
๑ - ๒ ​เปอร์​เซ็นต์​เท่า​นั้น​เอง​ ​เบลอไปเลย​ ​เวลาหมด​ ​ไป​ทั้ง​วัน​ ​แล้ว​บางคนอาจ​จะ​เพลินไป​ใน​เรื่อง​อื่น​แทน​ ​เช่นไปดูสื่อที่​ไม่​ค่อย​เข้า​ท่า​ ​เป็น​สื่อเรื่องประ​โลมโลกก็หมดเวลา​ไปอีก​เป็น​วัน​ ​เป็น​เดือน​ ​เด็กบางคน​ ​อาจ​จะ​ไปเล่นวิดี​โอเกมส์ออนไลน์​ ​หมดเวลา​ไปอีก​ ​จนกระทั่งการเรียนเกิดผลกระทบกระ​เทือนที​เดียว​

เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​จะ​ต้อง​ตั้งวินัย​ใน​ตัวเอง​ ​แล้ว​คุม​ ​เวลาตัวเอง​ให้​ได้​ ​เรา​จะ​ให้​เวลา​เรื่องนี้วันหนึ่ง​เท่า​ไร​ ​อาจ​จะ​หนึ่งชั่วโมง​ ​หรือ​บางคน​โดย​อาชีพจำ​เป็น​ต้อง​ ​ใช้​ข้อมูลเยอะ​ ​อาจ​จะ​ ๒ ​ชั่วโมง​ ​หรือ​ ๓ ​ชั่วโมงแต่​ต้อง​มีวินัยเรื่องเวลา​ ​ต้อง​คุมเวลา​ ​มิฉะ​นั้น​เรา​จะ​ ​ถูกกระ​แสข้อมูลพัดท่วมจมหายไปเลย​ ​แล้ว​ก็​ไม่​ค่อย​ ​ได้​อะ​ไร​

ถ้า​จะ​เปรียบเหมือนแต่ก่อน​ ​เราก็ขี่​เกวียน​ ​นั่งรถธรรมดา​ ​ค่อยๆ​วิ่งเตาะ​แตะๆ​ ​ไป​ ​ลมก็พัดมา​ ​โชยๆ​ ​ไม่​แรง​เท่า​ไร​ ​แต่ตอนนี้​เหมือน​กับ​ว่า​เราขึ้นทางด่วนเลย​ ​ข้อมูลวิ่งแบบชิง​กัน​เลย​ ​ชั่วโมงละ​เป็น​ร้อยๆ​ ​กิ​โล​ ​แรงปะทะลมมันก็​แรง​ ​ถ้า​ตั้งหลัก​ไม่​ดี
ก็ถูกลมพัดปลิวหายไป​ได้​

แล้ว​สิ่งที่ผ่านตัวเรามันมี​ทั้ง​เพชรนิลจินดา​ ​คือ​ ​เป็น​ข้อมูลที่มีประ​โยชน์​กับ​เรามากก็มี​ ​ข้อมูลที่​เป็น​เหมือนกรวด​ ​พื้นๆ​ ​ไม่​ค่อย​เป็น​ประ​โยชน์​เท่า​ไร​ ​ก็มี​ ​ที่​เป็น​เหมือนขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูลก็​ไม่​น้อย​ ​สิ่งเหล่านี้​จะ​ทำ​ให้​ใจเรา​เปรอะ​เปื้อน​ ​เสีย​ทั้ง​เวลา​ ​เสีย​ทั้ง​คุณภาพของใจ​ ​แล้ว​ก็​ไม่​ได้​อะ​ไรเลย​ ​มี​แต่ติดลบอย่างเดียว

หลักปฏิบัติข้อที่​ ๒ ​คือ​ ​เรา​จะ​ต้อง​ตั้งหลัก​ ​ให้​ดีว่า​ ​เรา​จะ​ใช้​ประ​โยชน์​จาก​ข้อมูลอย่างไร​ ​ใช้​ประ​โยชน์​จาก​โอกาสที่​เปิดกว้างขึ้นมานี้อย่างไร​

ใน​เรื่องของการ​ใช้​ประ​โยชน์​ ​คือเรา​ต้อง​คิดก่อน​ ​ว่า​ ​ขณะนี้​เรา​ต้อง​การข้อมูลเรื่องอะ​ไร​ ​ก็​เจาะ​เรื่องนี้​ ​ให้​ได้​ ​จับหลัก​ให้​แม่น​ ​เจาะ​เรื่อง​นั้น​เอามา​ให้​ได้​จริงๆ​ ​จะ​ใช้​ประ​โยชน์อย่างไร​ ​ต้อง​คิดตลอดเจอข้อมูลแต่ละ​เรื่องที่น่าสนใจ​ ​อย่าหยุดแค่คำ​ว่าน่าสนใจ​ ​ให้​คิดต่อว่า​ ​แล้ว​เรา​จะ​เอา​เรื่องนี้มา​ใช้​ประ​โยชน์​ใน​การทำ​งานจริงๆ​ ​ได้​อย่างไร​ถ้า​คิดไป​ถึง​ขั้นตอนการนำ​มา​ใช้​ประ​โยชน์​แล้ว​ ​เรา​จะ​เลือกหยิบ​ ​เลือกศึกษา​ ​รวบรวมข้อมูล​ได้​แม่นขึ้น​ ​ตรงขึ้น​ ​ข้อมูลที่​เป็น​ ​ของเฟ้อก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ถูก​กัน​ออกไป​

แล้ว​ขณะ​เดียว​กัน​ ​ให้​เรา​ใช้​โอกาสที่มา​ถึง​ ​คือ​ไม่​ใช่​ใช้​แค่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว​ ​พอภาวะมัน​ ​เปลี่ยนแปลงอย่างนี้​ ​โอกาสมันมามากมาย​ ​คนที่ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ไม่​ใช่​คนที่รู้ข้อมูลมากที่สุด​ ​แต่​ ​เป็น​คนที่รู้จัก​ใช้​ประ​โยชน์​จาก​ข้อมูลมากที่สุด​ ​คนนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอด​ทั้ง​วัน​ ​วันหนึ่ง​เป็น​ ๑๐ ​ชั่วโมง​ ​อ่านนั่นอ่านนี่​ ​พูดอะ​ไรรู้​ไปหมด​ ​ชีวิต​เขา​อาจ​จะ​ธรรมดาๆ​ ​ทำ​งานก็ธรรมดาๆ​ ​แต่บางคนอาจ​จะ​ใช้​เวลา​ใน​การหาข้อมูลแค่ชั่วโมงเดียว​ ​หรือ​ครึ่งชั่วโมง​ ​แต่ว่า​ใจที่นิ่ง​ ​มีหลักที่​แม่น​ ​พอเห็นปั๊บ​ ​ปิ๊งเลยว่าข้อมูลตรงนี้​จะ​เอา​ไป​ใช้​ได้​อย่างไร​ ​ข้อมูลเรื่องเดียวที่​เขา​จับ​แล้ว​หยิบไป​ใช้​ประ​โยชน์มีสาระ​และ​เป็น​ประ​โยชน​ ​์​กับ​ตัว​เขา​มากกว่าคนที่จม​อยู่​กับ​ข้อมูล​เป็น​ร้อย​เป็น​พันเรื่อง​ ​แต่​ไม่​รู้ว่า​จะ​เอามา​ใช้​อย่างไรเสียอีก

มีบางตัวอย่าง​ ​เช่น​ google ​เราคงเคย​ได้​ยินชื่อ​ ​เดี๋ยวนี้คนที่​ใช้​คอมพิวเตอร์​แล้ว​ไม่​รู้จัก​ google ​คงแทบ​ไม่​มี​เลย​ ​จริงๆ​ google ​เพิ่งเกิดมา​แค่​ ๗ - ๘ ​ปีนี้​เอง​ ​จาก​พนักงานออฟฟิศ​ ๒ ​คน​ ​ที่​เดิม​เป็น​พนักงานกินเงินเดือน​ ​แล้ว​ก็​เกิดไอเดียขึ้นมาว่า​ ​เมื่อเกิดอินเทอร์​เน็ตขึ้นมา​แล้ว​ ​ข้อมูลมันเยอะ​ ​คน​ไม่​รู้​จะ​ไป​ค้น​ข้อมูลที่​ไหน​ ​อย่างไร​ ​ถ้า​ทำ​โปรแกรม​ ​ที่​เรียกว่า​ ​เสิร์ชเอนจิน​ (search engine) ​คือ​ ​ช่วย​เขา​ค้น​ข้อมูล​ ​อยาก​จะ​รู้​เรื่องอะ​ไร​ ​แค่พิมพ์คำ​ที่อยาก​จะ​รู้​เข้า​ไป​ ​โปรแกรม​จะ​สามารถ​ช่วย​หา​ได้​ว่า​ ​ข้อมูล​นั้น​อยู่​ตรงไหน​ ​มันน่า​จะ​มีประ​โยชน์​ ​เริ่ม​จาก​ ​จับไอเดีย​ได้​ถูก​ต้อง​ ​ใช้​โอกาส​ได้​ถูกเวลา​ ​ผ่านมา​เพียงแค่​ ๗ - ๘ ​ปี​
ตอนนี้บริษัท​ google ​กลาย​เป็น​บริษัทที่มูลค่าหุ้นตามตลาดหลักทรัพย์​เป็น​ ​แสนล้านเหรียญเลย​ ​สี่ล้านล้านบาท​ ​จาก​พนักงาน​ ​กินเงินเดือน​ ๒ ​คน​ ​กลาย​เป็น​มหา​เศรษฐี​ใหญ่​เพราะ​จับหลักที่ถูก​ต้อง​ ​รู้จัก​ใช้​โอกาสที่มา​ถึง​ ​อันนี้​ไม่​ใช่​เรื่องของการหาข้อมูล​โดย​ตรง​ ​แต่​เป็น​ลักษณะ​ ​ว่า​จะ​ใช้​ข้อมูล​ ​ใช้​โอกาส​ได้​อย่างไร​ ​จะ​จัดการข้อมูลเหล่านี้​ได้​อย่างไร

อีกคนหนึ่งก็คือ​ ​คนที่ตั้งเว็บไซต์​ youtube ​เว็บไซต์นี้​เพิ่งเกิดขึ้นมา​แค่​ ๒ ​ปี​ ​เท่า​นั้น​เอง​ ​เริ่มต้น​ ​จาก​การพัฒนา​เทคโนโลยี​ไปอีกขั้นหนึ่งพอเกิด​ ​อินเทอร์​เน็ตบอร์ดแบรนด์​ความ​เร็ว​สูงขึ้นมา​ ​ความ​เร็ว​ ​สูงจนกระทั่ง​สามารถ​รับไฟล์วีดิ​โอ​เป็น​สตรีมมิ่ง​ ​คือ​ ​ดูวีดิ​โอทางอินเทอร์​เน็ต​ได้​ ​แต่ก่อน​ใช้​ข้อมูลที่​เป็น​ตัวหนังสือ​ ​หรือ​เป็น​ภาพนิ่งๆ​ ​แต่พอ​ความ​เร็ว​สูง​ ​ขึ้นมา​ ​สามารถ​ดูวีดิ​โอที่​เป็น​ภาพเคลื่อนไหวอย่างมีคุณภาพ​ได้​ ​เขา​ก็​เริ่มคิดตั้งเว็บไซต์ขึ้นมา​ ​แล้ว​ก็​เอา​
วีดิ​โอที่น่าสนใจมารวม​กัน​ ​ใครอยาก​จะ​รู้​เรื่องอะ​ไรก็มาดูที่นี่​ได้​เลย​

พอ​เขา​จับไอเดียถูก​ ​ทั้ง​ที่จุดเริ่มต้นมีวีดิ​โอที่มารวม​อยู่​แค่​ ๕๐ ​เรื่อง​เท่า​นั้น​ ​ก็ประกาศออกไป​ ​ใครมีวีดิ​โออะ​ไรที่น่าสนใจ​ ​ที่ถ่ายเอง​ ​อะ​ไรก็​ได้​ ​ก็​เอามา​ใส่​ที่นี่​ ​แล้ว​เขา​ก็ทำ​หน้าที่จัดหมวดหมู่​ให้​คน​เข้า​มา​เลือกหาข้อมูล​ได้​ง่าย​

พอจับถูกทางแค่ปี​เศษ​ ​จาก​วีดิ​โอ​ ๕๐ ​เรื่อง​ ​ตอนนี้​เขา​มี​ให้​ดูประมาณ​ ๑๐๐ ​ล้านเรื่อง​ ​แล้ว​ก็​เพิ่มขึ้นทุกวัน​ ​เว็บไซต์​เป็น​ที่นิยม​ ​จนกระทั่ง​ google ​เจ้า​เก่ามาขอซื้อไปราคาประมาณ​ ๑,๖๐๐ ​ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ​ ​คิด​เป็น​เงินไทยก็ประมาณ​ ๖๐,๐๐๐ ​ล้านบาท​ ​พอจับถูกทาง​จาก​พนักงานกินเงินเดือน​ ​ปีกว่าก็​สามารถ​สร้างธุรกิจ​แล้ว​ก็​ได้​สินทรัพย์​เพิ่ม​ ​ขึ้นมา​ ๖๐,๐๐๐ ​ล้านบาท​

นี่คือโอกาสที่​เกิดขึ้น​ ​แต่คง​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​ ​ทุกคน​จะ​ทำ​อย่างนี้​กัน​หมด​ ​นี่​เป็น​เพียงตัวอย่างว่า​ ​เราอย่า​เพียงแต่คิดว่า​จะ​เป็น​คนที่จม​อยู่​ใน​ข้อมูล​ ​แต่ขอ​ให้​คิด​ใน​ฐานะที่​เป็น​ผู้​สร้างสรรค์ว่า​เรา​จะ​ ​ใช้​ข้อมูล​ให้​เป็น​ประ​โยชน์อย่างไร​ ​ใช้​โอกาสที่มา​ถึง​อย่างไร​ให้​ดี​ ​ถ้า​คิด​ใน​ฐานะ​ผู้​สร้าง​ ​ผู้​ผลิต​ ​เรา​จะ​ใช้​ประ​โยชน์​ได้​มาก​ ​มุมมองเรา​จะ​กว้างขึ้น​และ​จะ​สามารถ​ใช้​ประ​โยชน์​จาก​โลกที่​เปลี่ยนไป​ได้​เต็มที่ขึ้น​

มา​ถึง​ข้อที่​ ๓ ​คือ​ ​ให้​เราคิด​ด้วย​ว่า​เรา​จะ​ให้​ข้อมูลที่ดี​กับ​โลก​ได้​อย่างไร​ ​อย่าคิดแต่​เรื่องประ​โยชน์​ ​ทางธุรกิจอย่างเดียว​ ​เพื่อ​ต้อง​การแต่​เรื่องทรัพย์สินเงินทอง​ ​แต่ควรคิดว่า​จะ​ให้​สิ่งดีๆ​ ​กับ​โลก​ได้​อย่างไร​ ​ถ้า​ข้อมูล​ใน​ทางด่วนข้อมูลเหล่านี้มี​ทั้ง​ที่​เป็น​ขยะ​ ​ทั้ง​ที่​เป็น​เพชรนิลจินดา​ ​อย่างที่กล่าวไป​แล้ว​ ​ทำ​อย่างไรเรา​จะ​เพิ่ม​ส่วน​ที่​เป็น​เพชรนิลจินดา​ให้​มากขึ้น​ ​ลดขยะ​ให้​น้อยลง​

อย่างที่​เห็น​ใน​ปัจจุบัน​ ​บางที​ใน​เว็บไซต์ของไทยเรา​เอง​ ​โดย​เฉพาะ​เว็บเรื่องข่าว​ ​พอจบข่าวก็​จะ​ให้​แสดง​ความ​เห็น​ ​หรือ​บางทีก็​ไปตั้งกระทู้​กัน​ใน​เว็บบอร์ดบ้าง​ ​แล้ว​ก็มัก​จะ​โจมตี​กัน​ไป​ ​โจมตี​กัน​มา​ ​บางที​ใช้​คำ​พูดหยาบๆ​ ​คายๆ​ ​ไม่​เป็น​สาระ​ ​เสีย​ทั้ง​เวลา​ ​เสีย​ทั้ง​อารมณ์​ ​เสียคุณภาพของใจ​ ​เชื่อไหมว่า​แค่พิมพ์คำ​หยาบคาย​ ​ใจมันก็หยาบตามไป​แล้ว​คนพิมพ์คำ​หยาบ​ ​วันหนึ่ง​เป็น​สิบ​เป็น​ร้อยคำ​ ​ร้อย​ความ​เห็น​ ​หลับก็​ไม่​เป็น​สุข​แล้ว​ ​ใจ​จะ​หยาบกระด้าง​ ​ถ้า​ทำ​ทุกวัน​จะ​เป็น​คนก้าวร้าว​ ​ชีวิตก็​ไม่​มี​ความ​สุข​ ​ครอบครัวก็​จะ​มีปัญหา​เพื่อนฝูงก็มีปัญหาหมด​ ​คนอ่านใจก็หมอง​ ​ไม่​เกิดประ​โยชน์

ขณะ​เดียว​กัน​ ​ใครมี​ความ​สามารถ​จะ​ให้​ข้อมูล​ ​ที่ดี​ ​เป็น​ประ​โยชน์​ ​ก็​ให้​ไปตาม​ความ​ถนัดตาม​ความ​รู้​ ​ความ​สามารถ​ของตัวเอง​
อย่างทางวัดเองก็ถือว่า​เป็น​หน้าที่ของพระ​ ​ของวัด​ ​ก็​ให้​ความ​รู้ธรรมะ​โดย​ผ่านเทคโนโลยี​เหล่านี้​ ​เช่น​ ​ดาวธรรมของเรา​ ​ก็ผ่าน​ ​เทคโนโลยีดาวเทียม​ ​ผ่านเทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์​ ​ผ่านเวบไซต์​ dmc.tv ​อย่างนี้​เป็น​ต้น​

เท่า​กับ​ว่า​ ​พวกเราทุกคน​จะ​มี​ส่วน​ใน​การเพิ่มข้อมูลที่ดี​ให้​กับ​โลก​ ​เพื่อจูงโลก​ให้​ไปสู่หนทางที่ถูก​ต้อง​ ​เทคโนโลยีที่พัฒนา​เหล่านี้​ ​จะ​ทำ​ให้​โอกาส​ใน​การนำ​ธรรมะ​ไปสู่​โลกทำ​ได้​ง่ายขึ้น​และ​ดีขึ้น​ ​ถ้า​เป็น​ ​สมัยก่อน​จะ​สอนธรรมะ​ให้​กับ​ใคร​ ​เราคง​จะ​ต้อง​ ​ดั้นด้นไป​ถึง​ประ​เทศ​นั้น​โดย​ตรง​ ​หรือ​ให​‰​เขา​มาหา​ ​เรา​ถึง​จะ​ทำ​ได้​ ​แต่ตอนนี้​ถ้า​เรา​ให้​เนื้อหาธรรมะที่ดี​ ​แปล​เป็น​ภาษาที่​เขา​อ่าน​แล้ว​เข้า​ใจ​ ​โดนใจ​เขา​ ​ไม่​แน่​ ​อาจ​จะ​มีคน​จาก​ทุกมุมโลกที่​เขา​ไปเจอเนื้อหาธรรมะนี้​ ​แล้ว​สนใจ
และ​เดินทางมาหา​เรา​ ​เริ่ม​จาก​ศึกษา​ใน​เว็บไซต์ก่อน​ ​จาก​ดาวเทียมก่อน​ ​ถ้า​เขา​ประทับใจจริงๆ​ ​ถึง​จุดหนึ่งก็​จะ​ต้อง​การมาพบตัว​ ​แล้ว​ก็มาศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง​ ​นี่ก็​เป็น​วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกแบบหนึ่ง​

อย่างที่​เกิดขึ้นมา​แล้ว​ ​การสร้างวัด​ใน​ต่างประ​เทศ​ ​จำ​นวน​ไม่​น้อยที​เดียว​ ​เกิด​จาก​การที่​ ​ดาวธรรมไปก่อน​
ญาติ​โยมดู​จาก​ดาวธรรมเรียบร้อย​ ​แล้ว​ ​เกิดศรัทธารวมตัวรวมกลุ่ม​กัน​ ​แล้ว​ขอ​ให้​ทางวัดส่งพระ​ไป​ช่วย​สร้างวัด​ด้วย​ ​ถ้า​เป็น​สมัยก่อน​ ​จะ​สร้างวัดที่​ไหนก็ส่งพระ​ไป​ ​แล้ว​ค่อยๆ​ ​ชวนโยมมาปฏิบัติธรรม​ ​แล้ว​ค่อยสร้าง​เป็น​วัด​ ​เดี๋ยวนี้กลับตาลปัตรเลย​ ​โยมมีศรัทธาก่อน​แล้ว​เพราะ​ดาวธรรม​ ​ยิงไป​ถึง​ก่อน​ ​นี่คืออานิสงส์​และ​ประ​โยชน์ของเทคโนโลยีทางหนึ่ง​ ​ถ้า​เอามา​ใช้​ได้​ถูก​ต้อง​

อย่างฝรั่ง​ใน​ภูมิภาคต่างๆ​ ​รวม​ถึง​ตะวันออก​ ​กลาง​ ​ที่​ได้​รับธรรมะ​จาก​ดาวธรรม​ ​เขา​ประทับใจมาก​ ​เปิดเว็บไซต์อินเทอร์​เน็ต​ dmc.tv ​ชอบมาก​ ​เพราะ​อ่านภาษาอังกฤษ​ได้​ ​ก็มาขอศึกษาธรรมะ​ ​มา​จาก​ประ​เทศอิหร่านก็มี​ ​เป็น​ต้น

เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ต้อง​บอกว่า​เทคโนโลยี​เหล่านี้​จะ​เปิดหนทางที่กว้างขวางสำ​หรับการเผยแผ่ธรรมะ​ ​สำ​หรับ​ให้​สิ่งดีๆ​ ​กับ​โลก​ ​และ​พวกเราทุกคน​สามารถ​ ​ให้​สิ่งดีๆ​ ​กับ​โลก​ได้​

อย่างเช่น​ ​เว็บบล็อก​ ​เรา​สามารถ​สร้างบล็อกของตัวเอง​ได้​ ​เหมือน​กับ​เขียนไดอารี่​ ​เขียนข้อ​ความ​อะ​ไรก็​ได้​ ​ถ้า​เราทำ​ได้​ดี​ ​ก็​จะ​มีคนสนใจ​เข้า​มาอ่าน​ ​อย่างบางเว็บบล็อกที่​เขียนดีๆ​ ​มีคนมาอ่านวันหนึ่ง​เป็น​แสนๆ​ ​คน​ ​ถ้า​เรา​สามารถ​เป็น​เจ้าของสื่อที่สื่อข้อ​ความ​ไป​ถึง​คน​เป็น​แสนๆ​คน​ได้​ ​ที่มีอิทธิพลต่อ​ความ​คิดของคน​เป็น​แสนๆ​ ​คน​ได้​ ​จะ​มีผลมาก​ ​อยู่​ที่ว่า​เราสื่อสารข้อมูลออกไปมี​เสน่ห์พอ​หรือ​เปล่า​ ​คมพอ​หรือ​เปล่า​ ​ดึงดูดพอ​หรือ​เปล่า​ ​ถ้า​ถึง​จุดเรา​จะ​ชี้นำ​ความ​คิด​ ​ของคน​ได้​เยอะ​แยะ​เลย​

ฉะ​นั้น​ ​ศักยภาพของคนแต่ละคนมันเพิ่มพูนมหาศาล​ ​ฉะ​นั้น​ลูกพระธัมฯ​ ​ทุกคน​ ​เราชาวพุทธทุกคน​ ​ต้อง​ช่วย​กัน​คิดดูว่า​เรา​จะ
ใช้​โอกาสที่มา​ถึง​นี้​ ​เป็น​ประ​โยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา​ได้​อย่างไร​

​แล้ว​อยาก​จะ​ขอฝาก​ไว้​อีกข้อหนึ่งว่า​ ​ใน​ภาวะที่​เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวด​เร็ว​ข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นมากมายมหาศาล​ ​ต้อง​บอกว่า​ไม่​มียุค​ใด​เลยที่สติ​และ​สมาธิมี​ความ​จำ​เป็น​กับ​เรา​และ​ผู้​คน​ใน​โลก​ ​ขนาดนี้​ ​แม้​แค่ประ​โยชน์ขั้นต้นสุดของสมาธิ​
คือ​ ​การทำ​ใจ​ให้​สงบ​ ​ก็​เป็น​ความ​จำ​เป็น​อย่างมหาศาลสำ​หรับคน​ใน​ยุคนี้​เสีย​แล้ว​ ​คนไหนมี​ใจนิ่ง​ ​มีสมาธิ​ ​หยุด​จะ​เป็น​ตัวสำ​เร็จ​ ​ทำ​ให้​เขา​เหล่า​นั้น​สามารถ​ ​มอง​ความ​เปลี่ยนแปลงรอบตัว​ ​มองข้อมูลรอบตัว​ได้​ ​อย่างกระจ่าง​ ​แล้ว​จะ​สามารถ​ทำ​ตามหลัก​ ๓ ​ข้อ​ ​คือ​ ​บริหารเวลา​ได้​ ​หยิบเอาข้อมูลที่​เป็น​ประ​โยชน์มา​ใช้​ ​ได้​อย่างเต็มที่​ ​ให้​ข้อมูลที่ดี​ ​เป็น​ประ​โยชน์​ ​และ​ ​น่าสนใจ​กับ​ชาวโลก​ได้​ตามที่ตั้งใจ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ยิ่งข้างนอกเปลี่ยนแปลง​เร็ว​เท่า​ไร​ ​ใจของเรา​จะ​ต้อง​ยิ่งหยุด​ ​เพิ่มชั่วโมงหยุด​ ​ชั่วโมงนิ่ง​ ​ให้​สมดุล​กัน​เท่า​นั้น​


edit @ 22 Jun 2008 10:50:36 by Dharma

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet