มงคลที่​ ๑๗

สงเคราะห์ญาติ
รสแห่ง​ความ​คุ้นเคย

ลาภ​ทั้ง​หลาย​ ​มี​ความ​ไม่​มี​โรค​เป็น​อย่างยิ่ง​
ทรัพย์มี​ความ​สันโดษ​เป็น​อย่างยิ่ง​
ญาติมี​ความ​คุ้นเคย​เป็น​อย่างยิ่ง​
พระนิพพาน​เป็น​สุขอย่างยิ่ง


การพัฒนาประ​เทศชาติบ้านเมือง​ให้​เจริญรุ่งเรือง​ ​ต้อง​เริ่มต้นที่การพัฒนาคน​เป็น​อันดับแรก​ ​การ​จะ​พัฒนาคน​ให้​ได้​ผลดี​ ​ที่สุด​นั้น​ ​ต้อง​เริ่มต้นที่​ใจก่อน​ ​ผู้​รู้ท่านกล่าว​ไว้​ว่า​ ​จะ​พัฒนาอะ​ไรก็ติด​ ​ถ้า​จิต​ไม่​พัฒนา​Ž ​คือ​ ​นอก​จาก​พัฒนา​ใน​ด้านวิชา​ความ​รู้​แล้ว​ ​ทุกคน​ยัง​ต้อง​ได้​รับการฝึกหัดขัดเกลาจิตใจ​ด้วย​ ​เพื่อ​ให้​เป็น​ผู้​มี​ความ​รู้คู่คุณธรรม​ ​เข้า​ใจ​ใน​เรื่องโลก​และ​ชีวิต​ได้​ถูก​ต้อง​ตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​รู้จักบังคับจิตใจ​ ​ไม่​ปล่อย​ให้​หลงใหล​ใน​สิ่งที่​ไร้สาระ​ ​ใจที่​ได้​รับการฝึกมาดี​แล้ว​ ​หยุดนิ่งดี​แล้ว​ ​ความ​คิด​ ​คำ​พูด​และ​การกระทำ​ ​ย่อม​จะ​ดีตามไป​ด้วย​ ​และ​ส่งผล​ให้​ทุกคน​ใน​สังคม​อยู่​ร่วม​กัน​อย่างมี​ความ​สุข

มีวาระพระบาลีที่พระบรมศาสดาตรัส​ไว้​ใน​ ​คาถาธรรมบท​ ​ว่า

​อา​โรคฺยปรมา​ ​ลาภา​ ​สนฺตุฏฺ​Ÿ​ิปรมํ​ ​ธนํ
วิสฺสาสปรมา​ ​าตี​ ​นิพฺพานํ​ ​ปรมํ​ ​สุขํ

ลาภ​ทั้ง​หลาย​ ​มี​ความ​ไม่​มี​โรค​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​ทรัพย์มี​ความ​สันโดษ​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​ญาติมี​ความ​คุ้นเคย​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​พระนิพพาน​เป็น​สุขอย่างยิ่ง​Ž

ความ​ไม่​มี​โรคภัยไข้​เจ็บถือ​เป็น​ลาภอันประ​เสริฐ​ ​แม้​จะ​เป็น​เศรษฐีมีทรัพย์สมบัติมากมาย​ ​แต่หากถูกโรคภัยไข้​เจ็บเบียดเบียน​แล้ว​ ​จะ​แสวงหา​ความ​สุขแบบชาวโลก​ทั่ว​ไป​ ​ก็​ได้​ไม่​เต็มที่​ ​เพราะ​ความ​ผิดปกติของสังขารร่างกาย​ ​ดัง​นั้น​ ​พระพุทธองค์​จึง​ตรัสว่า ​สุดยอดของ​ความ​มีลาภแบบชาวโลก​ทั่ว​ไป​ ​คือ​ ​ขอ​ให้​เรา​เป็น​ผู้​ไม่​มี​โรคภัยไข้​เจ็บ​Ž ​เพราะ​เมื่อร่างกายแข็งแรง​ ​จะ​คิด​ ​พูด​หรือ​ทำ​อะ​ไร​ ​ก็คล่องตัว​ ​จะ​ทำ​ทาน​ ​รักษาศีล​หรือ​เจริญภาวนา​ ​ก็ทำ​ได้​อย่างเต็มที่

สนฺตุฏฺ​Ÿ​ิ​ ​ปรมํ​ ​ธนํ​ ​ความ​สันโดษ​ได้​ชื่อว่า​เป็น​ทรัพย์อันประ​เสริฐ​
​สันโดษ​ ​คือ​ ​ยินดีพอใจ​ใน​สิ่งที่ตนพึงมีพึง​ได้​ ​เป็น​อยู่​อย่างสมถะ​ ​ประหยัด​ ​ไม่​ฟุ่มเฟือย​ ​แต่​ไม่​ถึง​กับ​ตระหนี่ถี่​เหนียว​
​สันโดษ​ ​คือ​ ​ไม่​ใช้​จ่ายเกินตัว​ ​มี​เท่า​ไรก็​ใช้​เท่า​นั้น​
​ส่วน​คนตระหนี่ ​คือ​ ​มีทรัพย์​แล้ว​ไม่​ยอม​ใช้​ ​ทรัพย์​นั้น​ก็​เป็น​เพียงสุสานทรัพย์​ ​เพราะ​ไม่​เป็น​ประ​โยชน์​ทั้ง​แก่ตัวเอง​และ​คน​อื่น​ ​คนที่ตระหนี่ถี่​เหนียวเช่นนี้​ ​ถือ​เป็น​คนยากจนที่น่าสงสารที่สุด

ส่วน​พระบาลีที่ว่า​ วิสฺสาสปรมาญ​​าตี​ ​ความ​คุ้นเคย​เป็น​ญาติอย่างยิ่ง​นั้น​ ​ผู้​มี​ความ​คุ้นเคยสนิทสนม​กัน​เป็น​อย่างดี​ ​แม้มิ​ได้​เป็น​ญาติพี่น้องท้องเดียว​กัน​ ​แต่ก็​เป็น​เสมือนพี่น้องคลานตาม​กัน​มา​ ​มี​ความ​รัก​และ​ห่วงใย​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​โดย​เฉพาะ​ผู้​ที่มีศีลมีธรรม​ ​มีทิฏฐิ​เสมอ​กัน​ ​ผูกพัน​กัน​ด้วย​กุศล​ความ​ดี​ ​เกิดไปกี่ภพ​ ​กี่ชาติ​ ​ย่อม​เป็น​ที่รักของ​กัน​และ​กัน​ไปตลอด

*​ใน​เรื่องของ​ความ​คุ้นเคยนี้​ ​หลวงพ่อมีตัวอย่างที่​จะ​นำ​มา​เล่า​ให้​เป็น​ทิฏฐานุคติ​แก่ทุกท่าน​ ​เรื่องมี​อยู่​ว่า​ ​ใน​อดีตกาล​ ​มีดาบสท่านหนึ่งชื่อเกสวดาบส​ ​ท่าน​ได้​บำ​เพ็ญเพียร​อยู่​ใน​ป่าหิมพานต์พร้อม​ด้วย​ลูกศิษย์อีก​ ๕๐๐ ​คน​ ​ต่อมา​เกสวดาบส​ได้​พาลูกศิษย์ออก​จาก​ป่า​เพื่อไปเสพรสเค็มรสเปรี้ยว​ใน​เมือง​ ​พระราชา​ ​ทอดพระ​เนตรเห็นดาบสที่​เดิน​เข้า​มา​ใน​เมือง​ด้วย​ความ​สงบสำ​รวม​ ​เกิดเลื่อมใส​ ​จึง​นิมนต์​ให้​เข้า​ไปฉันภัตตาหาร​ใน​พระราชมณเฑียร​ ​ทั้ง​ทรงนิมนต์​ให้​พำ​นักต่อ​ใน​พระราชอุทยานตลอด​ ๔ ​เดือน

เมื่อดาบสทุกรูป​ได้​เข้า​ไปพำ​นัก​ใน​พระราชอุทยาน​แล้ว​ ​พระราชาทรงหมั่นเสด็จไปเยี่ยมเยียน​ ​เพื่ออุปัฏฐากบำ​รุงดาบส​ทั้ง​ ๕๐๐ ​ท่าน​ ​ทั้ง​เช้า​และ​เย็น​ ​ทรงอุปัฏฐาก​ไม่​ให้​ขาดตกบกพร่องแม้​แต่น้อย​ ​พวกดาบส​อยู่​ได้​เพียง​ ๒-๓ ​วัน​ ​ต่างก็​เกิด​ความ​รำ​คาญเสียงอื้ออึงต่างๆ​ ​ใน​เมืองหลวง​ ​จึง​พา​กัน​ไปกราบลาอาจารย์​ ​เพื่อ​จะ​กลับ​เข้า​ป่าหิมพานต์​ ​เกสวดาบสห้ามพวกลูกศิษย์ว่า​ ​ใน​วันที่พวกเรามา​ ​พระ​เจ้า​แผ่นดินทรงนิมนต์​ให้​พวกเรา​ ​อยู่​ที่นี่ตลอด​ ๔ ​เดือน​ ​พวกท่าน​จะ​กลับไปก่อน​ได้​อย่างไรเล่า​ ​พวกเราควร​จะ​อยู่​รักษาศรัทธาของพระราชา​กัน​ก่อนเถิด​Ž

พวกลูกศิษย์​แต่ละท่านต่างสารภาพว่า​ ​แม้ที่นี่​จะ​พรั่งพร้อม​ด้วย​อาหารหวานคาว​ ​มีที่พำ​นักอย่างสะดวกสบาย​ ​แต่พวกเรา​ไม่​ค่อยสบายใจเลย​ ​อยาก​จะ​กลับไป​อยู่​ใน​ป่าตามเดิม​Ž ​เมื่อ​ไม่​สามารถ​กล่อม​ให้​ลูกศิษย์​อยู่​ต่อ​ได้​ ​อาจารย์​จึง​อนุญาต​ให้​คณะลูกศิษย์​เดินทางกลับไปก่อน​ ​เหลือเพียงลูกศิษย์ชื่อกัปปกะคนเดียว​เท่า​นั้น​ที่​อยู่​เป็น​เพื่อน

วันต่อมา​ ​พระราชา​เสด็จมา​เยี่ยมเพื่อทรงอุปัฏฐาก​ ​พระองค์​ไม่​เห็นดาบสมากมายเหมือนวันก่อนๆ​ ​จึง​ตรัสถาม​ ​ท่านดาบสทูลตอบว่า​ ​มหาบพิตร​ ​พวกดาบส​ไม่​คุ้นเคย​กับ​สถานที่อื้ออึงเช่นนี้​ ​จึง​ลากลับไปก่อน​Ž ​ต่อมา​ไม่​นาน​ ​กัปปกดาบส​ ​ก็ทน​อยู่​ไม่​ได้​ ​จึง​ลาอาจารย์กลับไปเช่น​กัน​ ​แต่​ยัง​ไม่​ได้​กลับไปป่าหิมพานต์​ ​เพียงพัก​อยู่​ไม่​ไกล​นัก​เพราะ​เป็น​ห่วงอาจารย์​ ​จึง​คอยติดตามข่าวคราวของอาจารย์​อยู่​ห่างๆ​

ภายหลัง​ ​ท่านดาบสคิด​ถึง​พวกลูกศิษย์มาก ​จึง​ป่วย​เป็น​โรคกระ​เพาะ​ ​แม้พระราชา​จะ​รับสั่ง​ให้​แพทย์หลวงมารักษา​ ​ก็​ไม่​ดีขึ้น​ ​นับวันอาการกลับกำ​เริบหนักขึ้นเรื่อยๆ​ ​จน​ถึง​กับ​นอนซม​อยู่​บนเตียง​ ​พระราชาทรงกังวลพระทัยมากที่​ไม่​สามารถ​รักษาท่านดาบส​ให้​หาย​ได้​ ​พระดาบส​จึง​ทูลว่า​ ​มหาบพิตร​ ​พระองค์อยาก​ให้​อาตมาหาย​จาก​โรคไหม​Ž ​ท่าน​ผู้​เจริญ​ ​หากโยมทำ​ได้​ ​ก็​จะ​ทำ​เดี๋ยวนี้​แหละ​ ​พระคุณเจ้า​ช่วย​บอกวิธีรักษามา​เถิด​ ​แม้​จะ​ต้อง​เสียเงินทองมากมายเพียงไร​ ​โยมก็​จะ​ทำ​เต็มที่​ ​อย่า​ได้​เกรงใจเลย​Ž

เกสวดาบส​จึง​ทูลว่า​ ​มหาบพิตร​ ​หากพระองค์ทรงปรารถนา​ให้​อาตมภาพมี​ความ​สุข​ ​โปรดส่งอาตมากลับไปที่พำ​นักของพวกลูกศิษย์​เถิด​Ž ​พระราชาทรงเห็นว่าพระดาบสคง​จะ​คิด​ถึง​ลูกศิษย์​ ​จึง​นิมนต์​ให้​นอนบนแคร่​ ​และ​ให้​อำ​มาตย์​ ​ช่วย​กัน​หามอาจารย์กลับไปป่าหิมพานต์​ ​ลูกศิษย์คนสนิทชื่อกัปปกะรู้ว่าอาจารย์กลับมา​แล้ว​ ​ก็ดี​ใจ​ ​รีบออกไปต้อนรับ​ ​และ​พาอาจารย์​ไปหา​เหล่าดาบสลูกศิษย์​ ​ส่วน​ลูกศิษย์​ทั้ง​หลายเมื่อรู้ว่า​ ​อาจารย์กลับมา​แล้ว​ ​ต่างรีบมาประชุม​กัน​ ​พา​กัน​ถวายน้ำ​ร้อน​และ​ผลไม้​แด่อาจารย์​ ​ภาย​ใน​ ๓ ​วัน​เท่า​นั้น​ ​โรคกระ​เพาะกลับหาย​เป็น​ปลิดทิ้ง​ ​พระดาบสก็มีผิวพรรณผุดผ่องประดุจทองคำ​ดังเดิม

อำ​มาตย์ที่ติดตามมาส่งพระดาบส​ ​สงสัยมากว่า​ ​ทำ​ไมอาการป่วยปางตายของท่านดาบส​ ​จึง​หาย​เป็น​ปลิดทิ้งอย่างรวด​เร็ว​ ​และ​ทำ​ไมท่าน​จึง​ทอดทิ้งพระราชา​ผู้​เป็น​จอมมนุษย์​ ​ผู้​บันดาลสมบัติทุกอย่าง​ให้​ได้​ ​แล้ว​มายินดี​ใน​อาศรมของดาบส​Ž ​เกสวดาบส​จึง​ตอบว่า​ ​คำ​ไพเราะชวน​ให้​รื่นรมย์มี​อยู่​ ​รุกขชาติ​เป็น​ที่​เพลินใจก็มี​อยู่​ ​ดูก่อนท่านอำ​มาตย์​ ​คำ​ที่กัปปกะกล่าวดี​แล้ว​ ​ย่อม​ให้​เรายินดี​ได้​ ​ผู้​คุ้นเคย​กัน​จะ​บริ​โภคอาหารที่อร่อย​หรือ​ไม่​อร่อย​ใน​ที่​ใด​ ​อาหารที่บริ​โภค​ใน​ที่​นั้น​ก็​ให้​สำ​เร็จประ​โยชน์​ได้​ ​เพราะ​รส​ทั้ง​หลายมี​ความ​คุ้นเคย​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​เพราะ​ความ​คุ้นเคย​กัน​นี่​แหละ​ ​อาตมา​จึง​หายป่วยอย่างรวด​เร็ว​Ž

เห็นไหมว่า​ ​ความ​คุ้นเคย​เป็น​ญาติอย่างยิ่ง​ ​แม้บุคคล​นั้น​จะ​มิ​ใช่​ญาติ​แท้ๆ​ ​แต่​เราก็​จะ​มี​ความ​รู้สึกเสมือนหนึ่งญาติ​ผู้​ใกล้​ชิดสนิทสนม​ ​เพราะ​ความ​คุ้นเคยที่​แท้จริง​ ​ไม่​ได้​ผูกพัน​กัน​ที่ทรัพย์สมบัติ​หรือ​วัตถุภายนอก​ ​แต่ผูกพัน​กัน​ด้วย​คุณธรรม​ความ​ดี​ ​อยู่​ไกล​กัน​แค่​ไหน​ ​ใจก็คิด​ถึง​ ​อยากกลับมา​อยู่​ใกล้ๆ​ ​เหมือน​ ​นักสร้างบารมี​ทั้ง​หลาย​ ​ที่มี​ความ​คุ้นเคย​กับ​การสร้างบารมี​ ​จะ​อยู่​ใกล้​ไกล​กัน​แค่​ไหน​ ​ทันทีที่มา​เจอหมู่คณะ​ ​ก็​จะ​เกิด​ความ​คุ้นเคย​ ​เหมือนหมู่ญาติที่พลัดพราก​จาก​กัน​ไปนาน​ ​แล้ว​กลับมาสร้างบารมี​ด้วย​กัน​เป็น​ทีมอย่างมี​ความ​สุข

พวกเราทุกคนมี​เชื้อสายของ​ความ​เป็น​นักสร้างบารมี​ ​มานับภพนับชาติ​ไม่​ถ้วน​ ​คน​ทั่ว​ไป​เป็น​ญาติผูกพัน​กัน​ทางสายโลหิต​ ​เป็น​ญาติ​กัน​เพียงแค่ภพชาติ​เดียว​ ​แต่ญาติทางธรรมที่ผูกพัน​กัน​ด้วย​บุญกุศล​ความ​ดีนี้​ ​ผูกพัน​กัน​ข้ามภพข้ามชาติ​ ​ดัง​นั้น​ ​แม้​จะ​อยู่​ใกล้​ไกล​แค่​ไหน​ ​เมื่อ​ถึง​เวลา​ ​บุญ​ใน​ตัวย่อมดึงดูด​ให้​เรา​ได้​มาสร้างบารมีร่วม​กัน​อีก​ ​และ​เมื่อ​ใด​ที่พวกเรา​เข้า​ถึง​พระธรรมกาย​ ​เรา​จะ​รู้สึกเสมือน​กับ​คน​ทั้ง​โลก​เป็น​ญาติพี่น้อง​กัน​ ​เป็น​คนครอบครัวเดียว​กัน​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ให้​ทุกคนตั้งใจปฏิบัติธรรม​ให้​เข้า​ถึง​พระธรรมกายภาย​ใน​ให้​ได้​กัน​ทุกคน​
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)
*​มก​. ​เกสวชาดก​ ​เล​ˆ​ม​ ๕๘ ​หน​‰​า​ ๖๗๙

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet