มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
ก่อเวร​เพราะ​วาทกรรม

        ​ใน​โลกนี้​  ​สิ่งที่​จะ​บั่นทอนกำ​ลังใจของคนเรา​ได้​มากคือคำ​พูด​  ​คำ​พูดที่ตัดกำ​ลังใจ​หรือ​กดใจ​ผู้​ฟัง​ให้​ต่ำ​ลง​ ​ทำ​ให้​ผู้​ฟังรู้สึกระคายหู​ ​ก่อ​ให้​เกิด​ความ​ไม่​พอใจ​ความ​ขุ่นมัวโกรธเคือง​  ​และ​ยัง​เป็น​วาทกรรมที่ก่อเวร​ ​ทำ​ให้​ผูกพยาบาทจองเวร​กัน​อีก​ด้วย​  ​ซึ่ง​การผูกโกรธผูกพยาบาท​ ​จะ​ทำ​ให้​ใจกระสับกระส่าย​ไม่​เป็น​สมาธิ​  ​นอก​จาก​นี้หน้าตาก็​ยัง​เศร้าหมอง​ไม่​ผ่องใส​ ​ไม่​น่า​เข้า​ใกล้​  ​ใครๆ​ ​ต่างถอยห่าง​ไม่​อยาก​จะ​คบหาสมาคม​ด้วย​  ​ธาตุสี่​ใน​ร่างกายก็​เกิดวิปริตเสียสมดุล​ ​ลมหายใจก็​จะ​หยาบ​  ​คนที่​เก็บ​ความ​โกรธ​ไว้​  ​ต้อง​ทุกข์ร้อนใจทุรนทุรายหา​ความ​สุข​ไม่​ได้​  ​ฉะ​นั้น​ ​ถ้า​ปรารถนา​จะ​ดับทุกข์​ต้อง​ดับ​ความ​โกรธ​ ​โดย​หันมา​เจริญสมาธิภาวนา​ ​หากทำ​เช่นนี้​ ​เรา​จะ​ได้​รับ​ความ​สุขอันเกิด​จาก​สมาธิอย่างแน่นอน

มีวาระพระบาลีที่ปรากฏ​ใน​ ​ขุททกนิกาย​ ​ธรรมบท​ ​ว่า​

“​เย​ ​เวรํ​ ​อุปนยฺหนฺติ​        ​เวรํ​ ​เตสํ​ ​น​ ​สมฺมติ
เย​ ​เวรํ​ ​นูปนยฺหนฺต​        ​เวรํ​ ​เตสูปสมฺมติ

เวรของ​ผู้​จองเวร​  ​ย่อม​ไม่​ระงับ​ 
เวรของ​ผู้​ไม่​จองเวร​  ​ย่อมระงับ​ได้​”


        ​การผูกโกรธอาฆาตพยาบาทจองเวร​กัน​นั้น​ ​ไม่​ใช่​วิสัยของชาวพุทธ​  ​และ​ยัง​ก่อ​ให้​เกิดโทษอย่างมหันต์อีก​ด้วย​ทั้ง​ใน​ภพนี้​และ​ภพหน้า​ ​ตลอดจนชีวิตอันแสนทุกข์ทรมานยาวนาน​ใน​สังสารวัฏ​  ​ดัง​นั้น​ ​บัณฑิต​ผู้​ได้​ศึกษา​ความ​จริงของชีวิต​ ​จึง​ไม่​ผูกโกรธจองเวร​กัน​ ​แต่​จะ​ให้​อภัย​และ​มี​เมตตาจิตต่อ​กัน​ 

        ​การ​ให้​อภัย​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ทำ​ให้​ไม่​ต้อง​ก่อเวร​  ​เพราะ​คนเรา​ต้อง​เข้า​ใจ​ความ​เป็น​จริงอย่างหนึ่งว่า​ ​ใน​โลกนี้​ไม่​มี​ใครสมบูรณ์พร้อม​  ​เมื่อ​ไม่​สมบูรณ์​ ​บางครั้งคน​อื่น​อาจทำ​ผิดพลาดล่วงเกินเรา​ ​หรือ​เราอาจไปทำ​ผิดพลาดล่วงเกินคน​อื่น​ ​ทั้ง​ที่มี​เจตนา​หรือ​ไม่​มี​เจตนาก็ตาม​ ​แต่​ถ้า​เราต่าง​ให้​อภัย​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​แล้ว​  ​เวร​นั้น​ย่อม​จะ​ระงับไป​  ​เพราะ​เวรย่อมระงับ​ได้​ด้วย​การ​ไม่​จองเวร​  ​แต่​เวร​จะ​ไม่​ระงับเมื่อต่างผูกเวร​กัน

        ​เรื่องการผูกเวร​กัน​นี้​  ​เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่วัดพระ​เชตวันมหาวิหาร​  ​ทรงปรารภเหตุที่มาของการผูกเวรระหว่างกา​กับ​นกเค้า​  ​เราคงเคย​ได้​ยินถ้อยคำ​ที่ว่า​  ​คนที่​ไม่​ถูก​กัน​แล้ว​  ​ต่างหาทางประทุษร้ายต่อ​กัน​ ​อุปมา​เหมือนพังพอน​กับ​งู​ ​หมี​กับ​ไม้ตะคร้อ​ ​และ​กา​กับ​นกเค้า​  ​เรื่องนี้​ไม่​ใช่​เป็น​แค่คำ​อุปมา​ ​แต่มี​เหตุที่มา​  ​ซึ่ง​ใน​วันนี้​เรา​จะ​มาศึกษา​ถึง​ต้นเหตุที่มาของกา​กับ​นกเค้าที่จองเวร​กัน​มายาวนาน​  ​นานแค่​ไหนเรา​ต้อง​มาติดตาม​กัน​ต่อไป

        *​เรื่องมี​อยู่​ว่า​  ​ที่ท้ายมหาวิหารวัดพระ​เชตวัน​  ​พวกกามักร้องส่งเสียงดัง​ใน​เวลากลางวัน​  ​เพราะ​ฝูงกาต่างพา​กัน​รุมจิกตีนกเค้าที่​เกาะบนคาคบตั้งแต่กลางวันจนกระทั่ง​ถึง​ยามอาทิตย์ตกดิน​  ​นกเค้าบางตัวถูกจิกตีจน​ถึง​แก่​ความ​ตาย​ ​บางตัวก็บินหนี​ไป​ได้​ ​ส่วน​ตัวที่บินไป​แล้ว​ ​แต่​ยัง​ไม่​รอดสายตาของกา​ ​ก็​จะ​ถูกตามราวี​ไม่​มีหยุดหย่อน​  ​ครั้นตกกลางคืน​ ​นกเค้ามี​ความ​ได้​เปรียบ​ใน​เรื่องทัศนะวิสัย​ใน​การมอง​ใน​ที่มืด​ได้​ดีกว่า​  ​ก็ข่มเหงรังแกจิกตีกา​ ​ทำ​ให้​ฝูงกามากมาย​ถึง​แก่​ความ​ตาย

        ​พระภิกษุที่ทำ​ความ​สะอาดด้านท้ายมหาวิหารพระ​เชตวัน​  ​ท่าน​ต้อง​คอยกวาดชิ้น​ส่วน​ร่างกายของกาที่ตกเกลื่อนกราดทุกวัน​  ​ท่าน​ได้​นำ​เรื่องนี้​แจ้ง​ให้​กับ​ภิกษุสงฆ์​ทั้ง​หลาย​  ​พระภิกษุ​จึง​ประชุม​กัน​ใน​โรงธรรมสภา​ถึง​เรื่องฝูงกา​กับ​นกเค้าที่ทะ​เลาะจิกตี​กัน​ทุกวัน

        ​ครั้นสมเด็จพระบรมศาสดา​เสด็จมา​ถึง​ที่​โรงธรรมสภา​ ​จึง​ตรัสถามว่า​ “​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​เธอสนทนา​กัน​ถึง​เรื่องอะ​ไร​อยู่​หรือ​” 
 
        พระภิกษุกราบทูล​ถึง​เรื่องกา​กับ​นกเค้าที่จิกตี​กัน​ที่ท้ายมหาวิหาร​  ​พระพุทธองค์สดับ​แล้ว​ ​ตรัสว่า  “​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​  ​กา​กับ​นกเค้านี้​ใช่​ว่า​จะ​ผูกเวร​กัน​เฉพาะ​ใน​ชาตินี้​เท่า​นั้น​  ​แต่​ได้​เริ่มผูกเวร​กัน​มาตั้งแต่ต้นปฐมกัป​แล้ว​” พระภิกษุพา​กัน​กราบทูลอาราธนา​ให้​พระพุทธองค์ทรงเล่า​ถึง​ความ​เป็น​มา​
 
        ​พระองค์ตรัสเล่าว่า​   ​ใน​ครั้งปฐมกัป​  ​เมื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สมบูรณ์ค่อยๆ​ ​แปรเปลี่ยนไป​เพราะ​อำ​นาจกิ​เลส​ ​มีราคะ​ ​โทสะ​ ​โมหะ​ ​เป็น​ต้น​ ​ที่คอยบีบบังคับ​ให้​มนุษย์สร้างกรรม​ ​และ​ทำ​ให้​มีวิบากที่ส่งผล​ให้​เกิด​ความ​แตกต่างของสรรพชีวิต​  ​ทำ​ให้​มีชีวิต​ใหม่ๆ​ ​หลากหลายเผ่าพันธุ์บังเกิดขึ้นมา​ด้วย​อำ​นาจแห่งแรงกรรม​ ​แรงบุญแรงบาปที่ตน​ได้​เคยกระทำ​ไว้​ใน​ครั้งที่​เป็น​มนุษย์​  ​บ้างกลับมา​เกิด​เป็น​มนุษย์อีก​ ​บ้าง​ได้​กาย​อื่น​ที่​เสื่อมลงกลับมา​เกิด​เป็น​สัตว์ดิรัจฉาน​และ​อาศัย​อยู่​บนโลกใบเดียว​กัน​นี้​  ​จึง​ทำ​ให้​มีสังคมของสรรพสัตว์ปะปนคละ​เคล้า​กัน​ไป​ใน​วังวนแห่งวัฏฏะ​
 
        ​ใน​ครั้ง​นั้น​มนุษย์​ทั้ง​หลาย​ได้​ประชุม​กัน​ว่า​  “​พวกเรามี​กัน​อยู่​มากมาย​  ​การที่​จะ​อยู่​ร่วม​กัน​ได้​อย่างสงบสุข​  ​จะ​ต้อง​มี​ผู้​นำ​ที่ชาญฉลาด​ใน​การจัดสรรปัน​ส่วน​ ​และ​มีวิจารณญาณ​ใน​การตัดสินคดี​ด้วย​ความ​ยุติธรรม​”  ​ดัง​นั้น​ใน​หมู่มนุษย์​จึง​มีการแต่งตั้งบุรุษ​ผู้​มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้​ให้​เป็น​ผู้​ปกครอง​ ​โดย​เรียกว่ามหากษัตริย์

        ​ใน​บรรดาสัตว์​ทั้ง​หลายที่อาศัย​อยู่​ใน​ป่า​ ​ต่อมาประชุม​กัน​เพื่อแต่งตั้งจ้าวป่า​  ​และ​มี​ความ​เห็นพ้อง​ต้อง​กัน​ว่า​  ​ให้​พญาราชสีห์​เป็น​พญา​แห่งสัตว์จตุบาทคือ​เป็น​ใหญ่​กว่าสัตว์สี่​เท้าที่มี​อยู่​ใน​ป่า​ทั้ง​หมด​  ​ส่วน​หมู่สัตว์ที่อาศัย​อยู่​ใน​น้ำ​ ​มีมัจฉาหลากชนิดมาประชุม​กัน​แล้ว​ได้​แต่งตั้งปลาอานนท์​ ​ให้​เป็น​พญา​แห่งสัตว์​ใน​น้ำ

        ​สำ​หรับสัตว์บรรดาสกุณาชาติ​ได้​มาประชุม​กัน​บนแผ่นศิลา​ใหญ่​ใน​ป่าหิมพานต์​  ​และ​ปราศรัย​กัน​ว่า​  “​ใน​หมู่มนุษย์ก็มีการแต่งตั้ง​ผู้​ปกครอง​เป็น​มหากษัตริย์​แล้ว​  ​ใน​บรรดาสัตว์สี่​เท้าก็มีราชสีห์​เป็น​พญา​  ​ใน​หมู่ปลาก็มีปลาอานนท์​เป็น​พญา​  ​แล้ว​ใน​หมู่พวกเรา​ใคร​จะ​เป็น​พญา​เล่า​”

        ​จาก​นั้น​นกนานาชนิด​ ​ต่างเสนอ​และ​เฟ้นหาตัว​ผู้​ที่​เหมาะสมที่​จะ​เป็น​พญา​  ​ซึ่ง​ส่วน​ใหญ่​พา​กัน​ลง​ความ​เห็นว่า​  ​ควร​จะ​แต่งตั้งนกเค้า​ให้​เป็น​พญา​แห่งสกุณา​  ​ตัวแทนของนกตัวหนึ่ง​ได้​กล่าวขึ้น​ใน​ท่ามกลางที่ประชุมว่า​  “​เรา​จะ​ประกาศ​ ๓ ​ครั้งเพื่อ​ให้​นกเค้า​เป็น​ใหญ่​ใน​หมู่พวกเรา​ ​เพื่อ​จะ​ได้​สรุป​เป็น​มติที่ประชุมว่า​ให้​นกเค้า​เป็น​พญา​” 
 
        ​เมื่อ​ได้​ประกาศ​ ๓ ​ครั้ง​แล้ว​  ​กาตัวหนึ่งคัดค้านขึ้นมาว่า​  “​ข้าพเจ้า​ไม่​เห็น​ด้วย​ ​ยัง​สรุป​เป็น​มติที่ประชุม​ไม่​ได้​  ​เพราะ​ว่านกเค้า​นั้น​มีรูปสมบัติ​ไม่​เหมาะที่​จะ​เป็น​ผู้​ปกครอง​  ​เนื่อง​จาก​มีหน้าตาดุ​ ​น่ากลัว​ ​ถึง​ไม่​โกรธก็​เหมือน​กับ​ทำ​หน้า​โกรธ​อยู่​เสมอ​  ​ถ้า​พวกเรา​ได้​ผู้​ที่หน้าตาอย่างนี้มา​เป็น​นายของเรา​แล้ว​ ​เวลา​โกรธขึ้นมา​จะ​น่ากลัวขนาดไหน​  ​เราควร​จะ​ตั้งกา​ผู้​มีปัญญา​เป็น​พญา​จะ​ดีกว่า​”

        ​นกเค้ารีบพูดขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่า​  “​ข้าพเจ้า​ไม่​เห็น​ด้วย​ที่​จะ​ให้​กา​เป็น​ผู้​นำ​  ​เพราะ​พฤติกรรมของกา​ไม่​น่า​ไว้​วางใจ​  ​ธรรมดาวิสัยของกามีปกติ​เที่ยวขโมยกินไข่นก​ ​และ​กินแม้กระทั่งลูกน้อยของแม่นก​ทั้ง​หลาย​  ​หากกา​ได้​เป็น​พญา​แล้ว​ ​พวกเราคงมิ​ต้อง​ส่งไข่นกไปบำ​เรอ​ให้​กา​หรือ​  ​ท่าน​ทั้ง​หลายจงตรองดู​ให้​ดี​  ​เรา​ไม่​พอใจที่​จะ​ตั้งกา​ให้​เป็น​พญาของพวกนก​” 
 
        ​ส่วน​กาก็พูดสวนขึ้นมาทันทีว่า​  “​เราก็​ไม่​พอใจที่​จะ​ตั้งเจ้า​ให้​เป็น​พญา​เช่น​กัน​”

        ​จาก​นั้น​กา​ได้​บินขึ้นไป​ใน​อากาศ​ ​ส่วน​นกเค้ามี​ความ​โกรธจัด​เป็น​กำ​ลัง​ ​เพราะ​ถูกคัดค้านทำ​ให้​เสียหน้า​  ​จึง​บินไล่ล่าตามจิกตีกา​ ​และ​ตั้งแต่​นั้น​มา​ ​ใน​หมู่กา​และ​นกเค้า​จึง​เริ่มจองเวร​กัน​เรื่อยมา​  ​แม้​ใน​ปัจจุบัน​ถ้า​เจอ​กัน​ก็​เป็น​อัน​ต้อง​จิกตี​กัน​ให้​ตายไปข้างหนึ่ง​ ​และ​ใน​ระหว่างที่กา​กับ​นกเค้ากำ​ลังวิวาท​กัน​  ​หมู่นก​ทั้ง​หลาย​จึง​ได้​แต่งตั้งหงส์ทอง​ให้​เป็น​พญา​  ​เพราะ​ธรรมดาหงส์ย่อม​ไม่​เบียดเบียนเหล่าสกุณา​ ​ทั้ง​รูปร่างก็งดงามน่าทัศนา​  ​ฉะ​นั้น​ ​หงส์​จึง​ได้​เป็น​พญาหงส์​

        ​จาก​เรื่องนี้​เรา​จะ​เห็น​ได้​ว่า​  ​การสร้างวาทกรรมต่อ​กัน​มีผลทำ​ให้​ผูกเวร​กัน​ไปยาวนาน​  ​และ​ต้อง​มา​เบียดเบียนทำ​ร้าย​กัน​ ​ชนิดที่ว่า​เอาตาย​กัน​ไปข้างหนึ่งที​เดียว​ ​และ​ยากที่​จะ​หาวันยุติ​ซึ่ง​ทำ​ให้​เสียเวลา​ใน​การสร้างบารมี​  ​และ​ทำ​ให้​ต้อง​ไปสู่อบาย​ด้วย​กัน​ทั้ง​สองฝ่าย​  ​ฉะ​นั้น​ ​ทางที่ดีควร​จะ​ให้​อภัย​กัน​ ​และ​หันมาประพฤติธรรม​  ​เพราะ​อันที่จริงเราทุกๆ​ ​คน​ ​ล้วนเคย​เป็น​ญาติ​กัน​มา​แล้ว​ทั้ง​นั้น​  ​เราต่าง​เป็น​เพื่อนทุกข์​เกิดแก่​เจ็บตาย​ด้วย​กัน​หมด​ทั้ง​สิ้น​  ​ให้​รัก​กัน​ไว้​ดีกว่า​ไปโกรธ​กัน​  ​ถ้า​เรามี​ความ​รัก​และ​ปรารถนาดีต่อ​กัน​ใจ​จะ​สบาย​ ​ปฏิบัติธรรมย่อม​จะ​ได้​เห็นธรรมะ​โดย​เร็ว​ไว​กัน​ทุกคน
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)

*(มก​.​อุลูกชาดก​  ​เล่ม​ ๕๘ ​หน้า​ ๑๕๖) 

edit @ 5 Mar 2008 23:18:08 by Dharma

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet