มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
เสียดายโอกาส

        ​ใน​สมรภูมิรบ​ ​หากทหาร​อยู่​ใน​หลุมหลบภัย​ ​ย่อมปลอดภัย​จาก​อาวุธร้ายของศัตรู​  ​ใน​สมรภูมิชีวิตก็​เช่นเดียว​กัน​ ​ผู้​มี​ใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย​ ​ย่อมปลอดภัย​จาก​ทุกข์​ทั้ง​ปวง​  ​ทหาร​อยู่​ใน​สมรภูมิรบ​ ​ย่อม​ต้อง​ระวังมิ​ให้​ตก​เป็น​เป้าสายตาของศัตรู​ ​จึง​จำ​เป็น​อย่างยิ่งที่​จะ​ต้อง​อำ​พรางตัวหลบซ่อน​ให้​ดี​ ​และ​เพื่อจับทิศทางการเคลื่อนไหวของศัตรู​ผู้​รุกราน​  ​ศูนย์กลางกายเปรียบเสมือนหลุมหลบภัยของใจ​ ​ที่​จะ​คอยป้อง​กัน​ภัย​จาก​ปัญหา​และ​อุปสรรคต่างๆ​ ​ที่​เกิดขึ้น​ ​เมื่อ​ใด​ที่​ใจของเราหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย​ได้​ถูก​ส่วน​ ​เมื่อ​นั้น​กระ​แสแห่ง​ความ​สุข​ ​ความ​ชุ่มเย็นภาย​ใน​จะ​หล่อเลี้ยงใจ​ให้​มี​ความ​สุขสดชื่นเบิกบาน​  ​ความ​สว่างไสวย่อม​จะ​บังเกิดขึ้น​  ​จนทำ​ให้​มองเห็นหนทางที่​จะ​ดำ​เนินไปข้างหน้า​ได้​อย่างปลอดภัย​และ​มีชัยชนะ

มีวาระธรรมภาษิต​ใน​ ​กุมารเปตวัตถุ​ ​ความ​ว่า

        “​เมื่อพระทักขิ​ไณยบุคคลมี​อยู่​ ​และ​ไทยธรรมก็มีพร้อม​ ​พวกเรา​ไม่​อาจทำ​บุญอันนำ​ความ​สุขมา​ให้​แม้​เพียง​เล็ก​น้อย​ ​และ​ไม่​สามารถ​ทำ​ตน​ให้​มี​ความ​สวัสดี​ได้​ ​อะ​ไรหนอ​ ​จะ​พึงลามกกว่ากามคุณ​นั้น​  ​พวกเราจุติ​จาก​ราชสกุล​แล้ว​ ​ไปบังเกิด​ใน​เปตวิสัย​ ​พรั่งพร้อมไป​ด้วย​ความ​หิว​และ​กระหาย​  ​เมื่อก่อน​ใน​โลกนี้​ ​เรา​เคย​เป็น​เจ้าของ​ใน​ที่​ใด​  ​ย่อม​ไม่​ได้​เป็น​เจ้าของ​ใน​ที่นี้อีก​  ​นรชนรู้​โทษอันเกิด​จาก​ความ​ถือตัว​แล้ว​ ​ละ​ความ​เมา​ใน​ความ​เป็น​ใหญ่​ได้​แล้ว​ ​พึงไปสู่สวรรค์​”

        ​หลายครั้งที่​เรา​เกิด​ความ​รู้สึกเสียดาย​ ​และ​ไม่​พึงพอใจ​กับ​ชีวิตที่ผ่านมาว่า​ไม่​น่า​เป็น​เช่น​นั้น​เช่นนี้​  ​ถ้า​ย้อนชีวิต​ได้​ ​เรา​จะ​ไม่​ทำ​เช่น​นั้น​อีกเด็ดขาด​ ​จะ​ทำ​ตัว​ให้​ดี​ ​ตั้งใจเล่า​เรียนหนังสือ​ ​ตั้งใจทำ​งาน​ ​หรือ​จะ​ทำ​หน้าที่ดู​แลพ่อแม่​ไม่​ให้​ขาดตกบกพร่อง​ ​ที่ผ่านมา​ยัง​ไม่​ได้​เลี้ยงดูท่าน​  ​เพราะ​มัวสาละวน​อยู่​กับ​การทำ​มาหากิน​ ​เป็น​ต้น​  ​แต่ตอนนี้ก็สายเกินไป​แล้ว​ ​ได้​แต่​โศกเศร้า​เสียใจ​กับ​อดีตที่ผ่านมาพระ​เดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ​ภาษี​เจริญ​ ​ผู้​ค้น​พบวิชชาธรรมกาย​ ​ท่านกล่าว​ไว้​เป็น​สุภาษิตสอนใจว่า
 
        “​พายเถิดนะพ่อพาย​ ​ตลาด​จะ​วาย​ ​สายบัว​จะ​เน่า​”  ​หมาย​ถึง​ ​จะ​ทำ​อะ​ไรก็​ให้​รีบทำ​ ​อย่าชักช้าลังเลใจ​ ​ต้อง​ทุ่มเททำ​ใน​สิ่งที่ตั้งใจ​ไว้​ตั้งแต่​เดี๋ยวนี้​  ​หากหมดเวลาหมดโอกาส​แล้ว​  ​ก็​เหมือนตลาด​จะ​วาย​ ​คือ​ ​หมดเวลาค้าขาย​ ​คนซื้อก็หาย​ ​สินค้าก็หมด​ ​สินค้าคุณภาพดีๆ​ ​ซึ่ง​เป็น​ที่​ต้อง​การก็มีคนมาซื้อไปหมด​แล้ว​ ​สายบัว​จะ​เน่า​ ​คือ​ ​เอามา​ใช้​ประ​โยชน์​ไม่​ได้​จำ​เป็น​ต้อง​ทิ้งไป​  ​เพราะ​เหลือแต่ของที่มีคุณภาพต่ำ​  ​เป็น​สิ่งที่คน​อื่น​ไม่​อยาก​ได้​แล้ว

        ​แต่นั่นนับว่า​ ​ยัง​เป็น​อดีตของภพชาติปัจจุบัน​  ​ซึ่ง​ยัง​ไม่​สายเกินไปสำ​หรับการเริ่มต้น​ใหม่​ใน​การทำ​ความ​ดี​ ​เพราะ​ตราบ​ใด​ที่​เรา​ยัง​มีลมหายใจ​ ​มีกำ​ลังใจ​ ​มีสติปัญญา​และ​มีศรัทธาพร้อมที่​จะ​กลับตัวกลับใจ​ใหม่​ ​หักดิบเพื่อ​ให้​ได้​ชีวิตที่สดใสกว่า​เดิม​ ​ถือว่า​ยัง​ไม่​สายเกินไป​  ​แต่​เมื่อไรที่​เราละ​จาก​โลกนี้​  ​คำ​ว่า​ ​เสียดาย​และ​สายเกินไป​จะ​บังเกิดขึ้น​ ​ชนิดที่​แก้​ไข​ไม่​ได้​จริงๆ​  ​ภาษาพระ​เรียกว่า​ ​เป็น​อเตกิจฉา​ ​คือ​ ​จะ​ไปแก้​ไข​หรือ​ย้อนอดีต​ให้​กลับมา​เกิด​เป็น​มนุษย์​ ​เพื่อเริ่มต้นทำ​ความ​ดี​ใหม่​ ​หรือ​จะ​ไปต่อรอง​กับ​พญายมราช​ ​หรือ​ขอ​ให้​นายนิรยบาลลดหย่อนผ่อนโทษ​ให้​ ​ก็​ไม่​ได้​ทั้ง​สิ้น​  ​เพราะ​ตอน​นั้น​ ​ต้อง​ไปชด​ใช้​กรรมที่​ได้​ทำ​ไว้​  ​เมื่อครั้งที่​ยัง​เป็น​มนุษย์​เท่า​นั้น​  ​การทำ​ทาน​ ​รักษาศีล​หรือ​นั่งสมาธิ​เจริญภาวนา​ ​ต้อง​เร่งรีบทำ​ใน​ช่วงที่​ยัง​เป็น​มนุษย์นี่​แหละ​

        *​ดังเรื่องที่​เกิดขึ้น​ใน​สมัยพุทธกาลของ​ผู้​ที่​ต้อง​ใช้​คำ​ว่า​ ​สายเกินไปเสีย​แล้ว​ ​เรื่องมี​อยู่​ว่า​ ​ใน​กรุงสาวัตถี​ ​พระ​เจ้า​โกศลมีพระราชโอรส​ ๒ ​พระองค์​ ​ทั้ง​สองกำ​ลัง​อยู่​ใน​วัยหนุ่ม​ ​แต่​เนื่อง​จาก​ประมาทมัวเมา​ใน​ความ​เป็น​หนุ่ม​ ​และ​ไม่​มีกัลยาณมิตรคอยชี้​แนะหนทางที่ถูก​ต้อง​ใน​การดำ​เนินชีวิต​  ​อีก​ทั้ง​ไม่​ใช้​โอกาสที่​ได้​เกิด​ใน​ราชตระกูล​ให้​เกิดประ​โยชน์​  ​กลับ​ใช้​ให้​เกิดโทษแก่ตัวเอง​ ​คือ​ ​ทำ​กรรม​โดย​คบหาภรรยาของคน​อื่น​  ​ผิดศีลข้อ​ ๓ ​และ​ข้อ​ ๕ ​เป็น​อาจิณ​ ​ตลอดชีวิต​ไม่​ได้​ทำ​บุญกุศล​ใดๆ​ ​ไว้​  ​เมื่อละ​จาก​โลกนี้​  ​จึง​ไปบังเกิด​เป็น​เปรตที่หลังคูนอกเมืองสาวัตถี

        ​ใน​เปตโลก​นั้น​ พวกเปรต​จะ​อยู่​กัน​เป็น​กลุ่มๆ​  ​มี​ความ​เดือดร้อน​  ​หิวกระหาย​เป็น​ปกติ​  ​บางพวกหิวน้ำ​ ​ก็วิ่ง​เข้า​ไป​ใกล้​แม่น้ำ​ ​ครั้นไป​ถึง​แม่น้ำ​ ​กลับกลาย​เป็น​ความ​ว่างเปล่า​  ​เมื่อเวลาร้อนอยาก​เข้า​ไปสู่ร่มไม้​ ​ร่มไม้ก็กลับกลาย​เป็น​แดดแผดเผา​ ​เปรตตัวไหนมีกรรมมากก็​จะ​ถูกไฟแผดเผาตลอดเวลา​ ​ถ้า​บาปน้อยก็​จะ​ถูก​ความ​หิวกระหายคุกคามตลอดเวลา​ ​จะ​พา​กัน​เดินไปตามสถานที่ต่างๆ​  ​เพื่อหาอาหารแต่ก็​ไม่​ได้​กินอิ่ม​  ​เมื่อมี​ความ​หิวโหยอิดโรยมากขึ้น​ ​ต่างพา​กัน​ล้มลงบนพื้นดิน​ ​บ้างล้มนอนหงาย​ ​บ้างล้มควํ่า​ ​ดิ้นรนไปมา​และ​สลบ​อยู่​ที่พื้นดิน​ ​มี​ความ​ทุกข์ทรมานแสนสาหัส

        ​ครั้นตกกลางคืน​ ​เปรตเหล่านี้​จะ​รำ​พัน​ด้วย​เสียงอันน่าสะพรึงกลัว​  ​ชาวเมืองที่​อยู่​นอกเมือง​ได้​ยินเสียง​นั้น​ ​พา​กัน​สะดุ้งหวาดกลัว​  ​ต่างคิดหาวิธีที่​จะ​ให้​เสียงนี้หายไป​ ​ด้วย​การถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า​เป็น​ประมุขที่วัดพระ​เชตวัน​ ​พลางกราบทูลเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวที่​เกิดขึ้น​ใน​ยามราตรี

        ​พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “​ดูก่อนอุบาสก​และ​อุบาสิกา​ทั้ง​หลาย​ ​ท่านอย่า​ได้​หวั่นวิตก​ใน​เสียง​นั้น​เลย​ ​เสียงที่น่าหวาดกลัว​นั้น​ ​ไม่​อาจทำ​อันตรายพวกท่าน​ได้​ ​เพียงแต่​เปรตเหล่านี้​ต้อง​การสื่อสาร​ให้​พวกท่านรู้​เรื่อง​เท่า​นั้น​เอง​ ​มี​เปรต​ ๒ ​ตน​ได้​ประกาศโทษของตนว่า

        ​เมื่อพระทักขิ​ไณยบุคคลมี​อยู่​เป็น​อันมาก​ ​และ​ไทยธรรมที่​จะ​น้อม​เข้า​ไปตั้ง​ไว้​ก็มี​อยู่​ ​พวกเรา​ไม่​ได้​ทำ​บุญแม้​เพียง​เล็ก​น้อย​ ​ที่​จะ​นำ​พา​ความ​สุขมา​ให้​ ​และ​ไม่​อาจทำ​ตน​ให้​มี​ความ​สวัสดี​ได้​  ​อะ​ไร​จะ​พึงลามกกว่าการหลงใหล​ใน​เบญจกามคุณ​นั้น​เป็น​ไม่​มี​  ​พวกเราจุติ​จาก​ราชสกุล​แล้ว​ ​ไปบังเกิด​ใน​เปตวิสัย​ ​พรั่งพร้อม​ด้วย​ความ​หิว​และ​กระหาย

        ​เมื่อก่อน​ใน​โลกนี้​ ​พวกเรา​เคย​เป็น​เจ้าของทรัพย์สมบัติมากมาย​ใน​ที่​ใด​ ​เมื่อละมนุษยโลก​แล้ว​ ​ก็​ไม่​ได้​เป็น​เจ้าของ​ใน​ที่​นั้น​อีกต่อไป​ ​พวกเปรต​ทั้ง​หลายบังเกิดขึ้น​แล้ว​กลับเสื่อมลง​ ​ย่อมตาย​เพราะ​ความ​หิว​และ​กระหาย​ ​นรชนรู้​โทษอันเกิด​ด้วย​อำ​นาจ​ความ​ถือตัวว่า​ ​เป็น​โทษเช่นนี้​แล้ว​  ​ละ​ความ​มัวเมา​ใน​ความ​เป็น​ใหญ่​ได้​แล้ว​ ​พึงไปสู่สวรรค์​ ​เมื่อตายไปย่อม​เข้า​ถึง​สวรรค์​”

        ​ครั้นพระบรมศาสดาตรัสบุพกรรมของเปรตเหล่า​นั้น​แล้ว​  ​ทรงชี้อานิสงส์​ใน​การถวายทานว่า​ “​สัปบุรุษย่อม​ให้​ทาน​ ​คือ​ ​ข้าว​และ​น้ำ​ที่สะอาด​ ​ประณีต​ ​ตามกาลสมควรเนืองนิจ​ใน​ผู้​ประพฤติพรหมจรรย์​ ​ผู้​เป็น​บุญเขต​ ​บริจาคทานมาก​แล้ว​ ​ก็​ไม่​รู้สึกเสียดาย​ ​ท่าน​ผู้​มีปัญญา​เห็นแจ้ง​ ​ย่อมสรรเสริญทานที่สัปบุรุษ​ให้​แล้ว​เช่นนี้​ ​บัณฑิต​ผู้​มีศรัทธา​ ​มี​ใจอันสละ​แล้ว​ ​บริจาคทาน​ ​ย่อม​เข้า​ถึง​โลกอัน​ไม่​มี​ความ​เบียดเบียน​ ​นำ​แต่​ความ​สุขมา​ให้​”
 
        ​จาก​นั้น​ ​ทรงแนะนำ​ให้​อุทิศทานที่มหาชน​ได้​ถวาย​นั้น​แก่พวกเปรต​ ​และ​ทรงแสดงธรรมที่​เหมาะ​แก่อัธยาศัยของพุทธบริษัท​ผู้​มาประชุม​กัน​ ​ทำ​ให้​มหาชนเกิด​ความ​ไม่​ประมาท​ ​ได้​ตั้งใจสั่งสมบุญอย่างเต็มที่

        ​จาก​เรื่องนี้​ ​จะ​เห็น​ได้​ว่า​ ​ความ​ประมาทมัวเมา​ใน​ลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​เป็น​ภัย​ใหญ่​หลวง​ ​มีทรัพย์​แล้ว​ต้อง​ใช้​ทรัพย์​ให้​เป็น​ ​ถ้า​ใช้​ไม่​เป็น​ ​สมบัติ​นั้น​ย่อมนำ​พา​ความ​วิบัติมา​ให้​ ​จาก​ที่​ได้​รูปสมบัติ​เหมาะสมต่อการสร้าง​ความ​ดี​ ​ก็กลาย​เป็น​รูปกายที่วิบัติ​ไป​ ​คือ​ ​ได้​อัตภาพของเปรต​ ​อสุรกาย​หรือ​สัตว์​เดียรัจฉาน​  ​คุณสมบัติที่​จะ​คิด​ ​พูด​หรือ​ทำ​เรื่องดีๆ​ ​ก็​ไม่​มีอีก​แล้ว​ ​ดังเรื่องเปรตที่หลวงพ่อนำ​มา​เล่านี้​ ​ถึง​แม้อยาก​จะ​พ้น​จาก​ทุกข์มาก​ ​และ​อยากมา​เกิด​เป็น​มนุษย์​เหลือเกิน​ ​เพราะ​เขา​รู้​แล้ว​ว่า​ ​เป็น​มนุษย์ดีอย่างไร​ ​แต่ก็สายเกินไป​แล้ว​  ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ต้อง​รักษาศีล​ให้​บริสุทธิ์บริบูรณ์​  ​ถ้า​เรารักษาศีล​ ​ศีล​จะ​รักษา​เรา​ให้​ร่มเย็นข้ามชาติ​ ​อย่า​ให้​คำ​ว่า​ ​เสียดาย​ ​หรือ​สายเกินไป​ ​เกิดขึ้น​กับ​เรา​ ​และ​หมั่นนั่งธรรมะทุกวัน​ ​ให้​ใจใสๆ​ ​จะ​ได้​มีพระรัตนตรัย​เป็น​สรณะ​ ​ละ​โลกไป​แล้ว​ ​ย่อมมีสุคติ​โลกสวรรค์​เป็น​ที่​ไป​กัน​ทุกคน
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)

*(มก​.​กุมารเปตวัตถุ​  ​เล่ม​ ๔๙ ​หน้า​ ๕๔๕) 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet