วันมาฆบูชา​...​วันแห่ง​ความ​รักสากลของโลก
วันมาฆบูชา ​เป็น​วันแห่ง​ความ​รัก​และ​ความ​ปรารถนาดีต่อชาวโลก​ ​เพราะ​เป็น​วันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​ทรงแสดงโอวาทปาติ​โมกข์​ ​อัน​เป็น​แบบแผนอันดีงาม​ใน​หลักการ​ ​อุดมการณ์​ ​ตลอดจนวิธีการ​ใน​การเผยแพร่พุทธศาสนา​ ​เพื่อที่​จะ​นำ​สันติสุขอันเกิด​จาก​พระธรรมคำ​สอนอันประ​เสริฐ​ ​ที่ก่อ​ให้​เกิด​ความ​รักอันบริสุทธิ์ต่อมวลมนุษยชาติ​ ​และ​ทำ​หน้าที่กัลยาณมิตร​ ​นำ​พาชาวโลก​ทั้ง​หลายไปสู่สันติสุขอันไพบูลย์​ ​ได้​อย่างแท้จริง
​เพราะ​นับตั้งแต่​ ​พระพุทธองค์​ได้​ตรัสรู้ธรรม​ ​อัน​เป็น​เครื่องนำ​พา​ไปสู่​ความ​หลุดพ้น​ ​อันถือว่า​เป็น​วิมุติมรรค​นั้น​ ​แม้​จะ​เป็น​ธรรมะอันละ​เอียดลึกซึ้ง​ ​แต่​ด้วย​ความ​รักอันบริสุทธิ์อันกอปร​ด้วย​พระมหากรุณาธิคุณ​ ​พระองค์ก็ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ​ ​ออกสั่งสอนโปรดชาวโลก​ ​จนปรากฏมีพระพุทธสาวก​ผู้​บรรลุธรรม​ ​และ​ทำ​หน้าที่กัลยาณมิตรรุ่นแรกของโลก​ ​ออกเผยแผ่ธรรม​ยัง​ดินแดนต่างๆ​อย่างกว้างขวาง
​ครั้น​ถึง​วันเพ็ญเดือนสาม​ ​ปรากฏว่า​ ​พระพุทธสาวกดังกล่าว​ ​ได้​เดินทางมา​เฝ้าพระพุทธองค์​ ​โดย​มิ​ได้​นัดหมาย​กัน​ ​ถึง​ 1,250​องค์​ ​ซึ่ง​ถือว่า​เป็น​เหตุอัศจรรย์ยิ่ง​ ​เพราะ​เหตุการณ์​เช่นนี้​ ​ตลอดช่วงพุทธกาล​ ​มีบังเกิดเช่นนี้​เพียงครั้งเดียว​เท่า​นั้น​ ​ดัง​นั้น​ ​วันนี้​จึง​ได้​รับการเรียกว่า​ “​วันจาตุรงคสันนิบาต​” ​คือ​ ​วันประชุม​ใหญ่​ครั้งแรก​และ​เป็น​ครั้งพิ​เศษ​ ​อันประกอบ​ด้วย​องค์สี่​ ​คือ
1.​พระภิกษุสงฆ์​ ​ซึ่ง​เป็น​พุทธสาวก​ ​จำ​นวน​ 1,250​องค์​ ​มาประชุมพร้อม​กัน​โดย​มิ​ได้​นัดหมาย
2.​พระพุทธสาวกเหล่านี้​ ​ล้วน​เป็น​ ​เอหิภิกขุอุปสัมปทา​ ​คือ​ ​เป็น​ผู้​ที่พระพุทธองค์ทรงประทานการอุปสมบท​ด้วย​พระองค์​เอง
3.​พระภิกษุสงฆ์​ทั้ง​หมด​เป็น​พระอรหันต์
4.​วัน​นั้น​เป็น​วันเพ็ญ​ ​เดือนมาฆะ​ ​คือ​ ​พระจันทร์​เสวยมาฆฤกษ์
​พร้อม​กัน​นี้​ ​พระพุทธองค์​ได้​ทรงแสดงโอวาทปาติ​โมกข์​ ​เพื่อประกาศอุดมการณ์​ ​หลักการ​ ​และ​วิธีการ​ใน​การเผยแผ่พระพุทธศาสนา​ ​ที่ชาวโลก​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ยึดถือ​เป็น​แม่บท​ ​ใน​การเผยแผ่พระพุทธศาสนา​ ​และ​เป็น​แม่บทสำ​หรับประพฤติปฏิบัติ​ ​เพื่อ​ให้​รู้จักตนเอง​ ​รู้จัก​ความ​เป็น​จริงของชีวิตที่ถูก​ต้อง​ ​จนเกิด​ความ​รัก​ความ​เข้า​ใจ​ใน​ตนเอง​ ​และ​เกิดมหากรุณาที่​จะ​เผื่อแผ่​ความ​รัก​ความ​ปรารถนาดี​ ​มุ่งที่​จะ​เกื้อกูลแก่ชาวโลก​ ​ให้​เข้า​ใจโลก​และ​ชีวิต​ใน​ทางที่ถูก​ต้อง​ ​เลิกการต่อสู้ทำ​สงครามเบียดเบียน​กัน​ ​กลับมี​ความ​รักตนเอง​และ​ปรารถนาที่​จะ​ให้​มวลมนุษยชาติ​ ​ไปสู่ทางพ้นทุกข์​ได้​อย่างเที่ยงแท้ถาวร
​โอวาทปาฏิ​โมกข์นี้​ ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัส​ไว้​แบ่งออก​เป็น​สามตอนดังนี้

ตอนที่หนึ่ง​ ​อุดมการณ์ของชาวพุทธ
อุดมการณ์ข้อที่​1) ขนฺตี​ ​ปรมํ​ ​ตโป​ ​ตีติกขา ​ความ​อดทน​ ​คือ​ ​ความ​ทนทาน​ ​เป็น​ตบะอย่างยิ่ง
​คนเรา​เมื่อมี​ความ​อดทน​ ​ก็​จะ​มี​เข้า​ใจ​ใน​ความ​รู้สึกของเพื่อมนุษย์​ ​กล่าวคือ
1.ทนต่อ​ความ​ลำ​บากตรากตรำ ​เพราะ​คนเราต่าง​ยัง​ดำ​เนินชีวิต​อยู่​ใน​โลก​ ​จึง​ต้อง​มี​ความ​อดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ​ ​แดด​ ​ลม​ ​ฝน​ ​ร้อน​ ​หนาว​ ​เย็น
2.อดทนต่อทุกขเวทนา ​อัน​เป็น​ความ​อดทนต่อการเจ็บไข้​ได้​ป่วย​ ​ซึ่ง​เป็น​สิ่งที่​ไม่​มี​ใครหลีกเลี่ยง​ได้
3.อดทนต่อ​ความ​กระทบกระทั่ง ​ทั้ง​นี้​เพราะ​เรา​เป็น​สัตว์สังคมที่​อยู่​กัน​เป็น​หมู่​เหล่า​ ​จึง​ย่อมที่​จะ​เลี่ยงการกระทบกระทั่ง​กัน​ไม่​ได้​ ​ถ้า​เราอดทนต่อการกระทบกระทั่ง​ได้​แล้ว​ ​เราก็​จะ​สามารถ​อยู่​กับ​คน​อื่น​ได้​อย่างมี​ความ​สุข
4.อดทนต่ออำ​นาจกิ​เลส ​ซึ่ง​ประกอบ​ด้วย​ความ​โลภ​ ​ความ​โกรธ​ ​และ​ความ​หลง​ ​ซึ่ง​พระพุทธองค์ทรงสอน​ให้​อดทน​ ​ที่​จะ​ทำ​ตน​เป็น​ผู้​ให้​ ​ตั้งแต่​ ​การ​ให้​ทาน​ ​รักษาศีล​ ​และ​เจริญภาวนา​ ​ก็​จะ​สามารถ​เข้า​ถึง​แหล่งแห่ง​ความ​บริสุทธิ์ภาย​ใน​ ​จน​สามารถ​แผ่ขยายออกมา​เป็น​อานุภาพแห่ง​ความ​รัก​ความ​ปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน
อุดมการณ์ข้อที่​2) นิพพานํ​ ​ปรมํ​ ​วทนฺติ​ ​พุทฺธา ​ท่าน​ผู้​รู้​ทั้ง​หลายย่อมกล่าวพระนิพพานว่า​เป็น​เยี่ยม
​ซึ่ง​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า​ ​นิพพานอัน​เป็น​บรมสุขมีจริง​ ​ขอ​ให้​อดทนปฏิบัติธรรมปราบกิ​เลส​ให้​หมดจริง​ ​แล้ว​จะ​ได้​ไปนิพพานเหมือน​กับ​พระองค์
อุดมการณ์ข้อที่​3) นหิ​ ​ปพฺพชิ​โต​ ​ปรูปฆาตี​ ​สมโณ​ ​โหติ​ ​ปรํวิ​เหฐยนฺ​โต ​บรรพชิต​ผู้​ฆ่าสัตว์​อื่น​ ​ไม่​ชื่อว่าสมณะ​เลย

​คำ​ว่า​ "บรรพชิต" ​แปลว่า​ “​นักบวช​” ​ซึ่ง​นักบวช​ใน​พระพุทธศาสนา​นั้น​ ​ต้อง​ประพฤติปฏิบัติธรรม​ ​นอก​จาก​จะ​สั่งสอนตนเอง​แล้ว​ ​ยัง​ต้อง​ออกทำ​หน้าที่กัลยาณมิตร​ ​ออกเกื้อกูลแก่ชาวโลก​ ​ซึ่ง​ต่าง​จาก​นักบวชต่างศาสนา​ ​ที่นอก​จาก​จะ​ไม่​ปฏิบัติธรรม​กัน​แล้ว​ ​ยัง​มี​ความ​เห็นผิด​ ​มีการฆ่าสัตว์บูชายัญ​กัน​มากมาย​ ​เพราะ​คิดว่า​ ​การฆ่า​เป็น​ทางนำ​พา​ให้​ไป​ความ​หลุดพ้น​ได้​ ​เป็น​ต้น
​ทั้ง​สามข้อนี้​ ​เรา​เรียก​กัน​ว่า​ ​อุดมการณ์ของชาวพุทธ​ ​เป็น​เป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธ​ใน​การดำ​เนินชีวิต​ ​โดย​มี​เป้าหมายว่า​ ​เรา​จะ​อดทน​ให้​ได้​ถึง​ที่สุด​ ​เพื่อ​จะ​ได้​ไปพระนิพพาน​ ​เรื่องการแก่งแย่งชิงดี​กัน​ ​เรา​จะ​ไม่​ทำ​เด็ดขาด
​ซึ่ง​โดย​แท้จริง​แล้ว​ ​มนุษย์ล้วน​เป็น​เสมือนเครือญาติ​ ​เรา​เป็น​พี่น้อง​กัน​ ​เราหายใจอากาศเดียว​กัน​อยู่​ตลอดเวลา​ ​เราดื่มน้ำ​จาก​ฟ้า​เดียว​กัน​ ​อาศัย​อยู่​ภาย​ใต้​ดวงอาทิตย์​ ​ดวงจันทร์​ ​และ​ดวงดาวเดียว​กัน​ ​เรา​ต้อง​อยู่​ร่วม​กัน​ใน​โลกใบนี้นับตั้งแต่​เกิดมา​ ​จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต​ ​เรา​จึง​ควรมี​ความ​เสมอภาค​และ​ไม่​ควรเบียดเบียน​กัน​เอง​ ​เพราะ​เรา​ไม่​ใช่​ศัตรู​กัน​มาตั้งแต่กำ​เนิด​ ​ไม่​ใช่​สิ่งมีชีวิตที่ธรรมชาติสร้าง​ให้​ดำ​รงชีพ​อยู่​ได้​ ​ด้วย​การกิน​กัน​เอง​เป็น​อาหาร​ ​เราล้วน​เป็น​พี่น้อง​กัน​ ​เหมือนนกที่ฟักออก​จาก​ไข่​ใน​รังเดียว​กัน​ เรา​เป็น​เพื่อนทุกข์​ ​เกิด​ ​แก่​ ​เจ็บตาย​ด้วย​กัน​หมด​ทั้ง​สิ้น
​เรา​ไม่​ควรเสียชีวิต​ ​เลือดเนื้อ​ ​น้ำ​ตา​ ​เวลา​ ​และ​ทรัพยากร​ ​ไป​กับ​การเรียกร้องที่รุนแรง​และ​ก่อการสงครามทำ​ลายชีวิตเลย​ ​แต่ควร​จะ​ย้อนกลับมาพิจารณาว่า​ ​ความ​ขัดแย้ง​และ​สิ่งที่ทำ​ให้​สังคมมนุษย์​ต้อง​ต่อสู้​และ​เบียดเบียน​กัน​นั้น​ ​สา​เหตุที่​แท้จริงก็คือ​ ​มนุษย์​ยัง​ไม่​ทราบว่า​ ​ชีวิตของตนเอง​นั้น​เกิดมาทำ​ไม​ ​อะ​ไรคือเป้าหมายที่​แท้จริงของชีวิต​ ​ถ้า​มนุษย์ตระหนัก​ถึง​ความ​จริงนี้​แล้ว​ ​ทุกคนย่อม​จะ​มุ่งดำ​เนินชีวิตไปสู่​เป้าหมายที่​แท้จริง​ ​และ​มี​ความ​เข้า​ใจว่าสิ่งที่​จะ​แสวงหา​เพื่อชีวิตที่ถูก​ต้อง​นั้น​คืออะ​ไร
ตอนที่สอง​ ​หลักการดำ​เนินชีวิตที่ถูก​ต้อง
หลักการข้อที่​1) สพฺพ​ ​ปาปสฺส​ ​อกรณํ ​การ​ไม่​ทำ​บาป​ทั้ง​ปวง
​คนเรา​จะ​ทำ​ดีทำ​ชั่วก็​ด้วย​หนทางสามทาง​ ​คือ​ ​กาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ ​ถ้า​ไม่​ควบคุมหนทาง​ทั้ง​สาม​ไว้​ให้​ดี​แล้ว​ ​ก็​จะ​ก่อเหตุทำ​ความ​ชั่วขึ้น​ได้​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​การ​ไม่​ทำ​บาป​ทั้ง​ปวง​ ​ตั้งแต่คิดชั่ว​ ​พูดชั่ว​ ​ทำ​ชั่ว​ ​พระพุทธองค์ตรัสสอน​ให้​ไม่​กระทำ​โดย​เด็ดขาด
หลักการข้อที่​2) กุสลสฺสูปสมฺปทา ​การบำ​เพ็ญกุศล​ให้​ถึง​พร้อม
​ใน​การทำ​ความ​ดี​นั้น​ ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า​ ​ให้​ทำ​ความ​ดี​ให้​ถึง​พร้อม​ทั้ง​สามทาง​ ​คือ​ ​กาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ ​เช่น​ ​การทำ​ทาน​ ​รู้จักแบ่งปัน​กัน​ ​มีวาจา​ไพเราะ​ ​ทำ​สมาธิ​แผ่​ความ​รัก​ความ​เมตตาทำ​ใจ​ให้​ผ่องใส​ ​เป็น​ต้น
หลักการข้อที่​3) สจิตฺต​ ​ปริ​โยทปนํ ​การกลั่นจิตทำ​ใจของตน​ให้​ผ่องแผ้ว
​การทำ​ความ​ดี​ ​ด้วย​การทำ​ใจ​ให้​ผ่องใส​โดย​การนั่งสมาธิ​ ​ซึ่ง​มวลมนุษยชาติควร​จะ​หันมา​แสวงหาสิ่งที่ถูก​ต้อง​ ​เพราะ​ความ​ขัดแย้ง​ทั้ง​หลาย​ ​เริ่ม​จาก​ความ​ขัดแย้ง​ใน​ใจของแต่ละคนอันมีต้นเหตุมา​จาก​ “​ใจ​” ​ไม่​อยู่​ใน​ตำ​แหน่งที่ถูก​ต้อง​ ​ดัง​นั้น​ ​เมื่อใจมนุษย์​ไม่​อยู่​ใน​สภาวะที่ถูก​ต้อง​ ​การคิด​ ​การพูด​ ​และ​การกระทำ​ ​ออกมาก็​ไม่​ถูก​ต้อง​ ​และ​กลาย​เป็น​ต้นเหตุ​แห่ง​ความ​ขัดแย้ง​และ​ปัญหา​ ​จาก​ระดับบุคคล​ ​จนขยายกลาย​เป็น​ความ​ขัดแย้ง​และ​ปัญหาระดับสังคม​ ​และ​เป็น​ปัญหาของโลกตามมา​ ​และ​ก่อ​ให้​เกิด​ความ​ขัดแย้งไป​ใน​ทุกๆ​เรื่อง
​ดัง​นั้น​ ​จึง​มีทางออกทางเดียวที่​แตกต่าง​ ​จาก​ทางเดิมที่​เรา​เคยย่ำ​มา​ ​อย่าง​ไม่​รู้จุดหมายที่สิ้นสุด​ ​ก็คือ​ การนำ​ใจกลับมาสู่ตำ​แหน่งที่ถูก​ต้อง ​เมื่อใจมนุษย์​อยู่​ใน​สภาวะที่ถูก​ต้อง​แล้ว​ ​การคิด​ ​การพูด​ ​และ​การกระทำ​ ​ย่อมถูก​ต้อง​ไป​ด้วย​ ​สิ่งที่​เป็น​สา​เหตุ​แห่ง​ความ​ขัดแย้ง​และ​ปัญหาต่างๆ​ ​ย่อมหมดไป​ ​ก่อ​ให้​เกิด​ความ​ถูก​ต้อง​และ​สมบูรณ์​ ​นับตั้งแต่ระดับบุคคลที่​เริ่ม​เข้า​ใจ​ใน​ชีวิตที่​แท้จริง​ ​จนกลาย​เป็น​ความ​สงบร่มเย็นของสังคม​ ​และ​เกิด​ความ​เข้า​ใจ​ใน​ชีวิตของเพื่อนมนุษย์​ด้วย​กัน
​ดัง​นั้น​ ​การที่​จะ​ทำ​ให้​ใจกลับคืนสู่ที่ตั้งดั้งเดิม​ใน​ตำ​แหน่งที่ถูก​ต้อง​นั้น​ก็คือ​ “​การทำ​สมาธิ​” ​วิธี​เดียว​เท่า​นั้น​ ​ซึ่ง​เป็น​วิธีที่ง่าย​ ​ตรง​ ​ลัด​ ​ประหยัดสุด​ ​ประ​โยชน์สูง​ ​ก่อ​ให้​เกิดสันติสุขขึ้นภาย​ใน​ใจ​ ​และ​สามารถ​แผ่ขยาย​ให้​เกิดสันติสุขแก่​โลกภายนอก​ได้​อย่างแท้จริง
ตอนที่สาม​ ​วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

วิธีการที่​1) ​อนูปวา​โท ​ไม่​ว่าร้ายใคร
​จาก​เป้าหมาย​ใน​การดำ​เนินชีวิต​ ​ที่​จะ​ต้อง​อดทนเพื่อ​จะ​ไปนิพพาน​นั้น​ ​วิธีการขั้นต้นที่​เรา​จะ​ต้อง​ทำ​คือ​ ​ระวังเรื่องคำ​พูด​ ​ซึ่ง​ใน​การที่​จะ​แสดง​ความ​รักต่อเพื่อนมนุษย์​ ​ด้วย​การทำ​หน้าที่กัลยาณมิตรเผยแผ่พระพุทธศาสนา​นั้น​ ​จะ​ต้อง​ไม่​ว่าร้าย​ ​ไม่​โจมตี​ใคร​ ​ไม่​ไปว่าศาสนา​อื่น​ไม่​ดี​ ​แต่มุ่ง​จะ​อธิบายว่า​ ​พระพุทธศาสนาดีอย่างไร
วิธีการที่​2) อนูปฆา​โต ​ไม่​ทำ​ร้ายใคร
​การเผยแผ่ศาสนา​ ​ต้อง​ระวังการกระทำ​ของตน​ ​ไม่​ไปทำ​ร้าย​หรือ​ฆ่า​ใคร​ ​ไม่​ไปบังคับใคร​เขา​ด้วย​กำ​ลัง​หรือ​ข่มขู่​ให้​เขา​เชื่อ​ ​แต่​ให้​ค่อยพูดค่อยจา​ ​อ้าง​ด้วย​เหตุผล​ ​จนก่อ​ให้​เกิดสติปัญญา​และ​สัมมาทิฐิ
วิธีการที่​3) ​ปาฏิ​โมกฺ​เข​ ​จ​ ​สํวโร ​มี​ความ​สำ​รวม​ใน​ศีล​และ​มารยาท​ให้​ดี
​กล่าวคือ​ ​ต้อง​ระวังรักษาศีล​ ​ทั้ง​ศีลห้า​ ​ศีลแปด​ ​รวม​ทั้ง​รักษามารยาทตั้งแต่การ​ ​ยืน​ ​เดิน​ ​นั่ง​ ​นอน​ให้​ดี​ ​ซึ่ง​แม้หลายๆ​คน​ ​ศีล​จะ​ไม่​บกพร่อง​ ​แต่กลับ​ไม่​น่า​เข้า​ใกล้​ ​เพราะ​มารยาทดี​ไม่​พอ​ ​เป็น​ต้น
วิธีการที่​4) มตฺตญฺญุตา​ ​จ​ ​ภตฺตสฺมึ ​รู้จักประมาณ​ใน​การกิน
​กล่าวคือ​ ​ผู้​จะ​ทำ​หน้าที่​เป็น​กัลยาณมิตร​ ​เพื่อนำ​ความ​รัก​ความ​ปรารถนาดี​ไปสู่​เพื่อนมนุษย์​นั้น​ ​ต้อง​ระวังเรื่องการบริ​โภค​ ​ไม่​มากเกินไป​และ​ไม่​น้อยเกินไป​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งมารยาท​ใน​การกินอาหาร​ต้อง​ให้​เรียบร้อยงดงาม​ ​ดูน่า​เลื่อมใส
วิธีการที่​5) ปนฺตญฺจ​ ​สยนาสนํ ​นั่งนอน​ใน​ที่สงบ
​กล่าวคือ​ ​ผู้​จะ​ทำ​หน้าที่​เป็น​กัลยาณมิตร​ ​เพื่อนำ​ความ​รัก​ความ​ปรารถนาดี​ไปสู่​เพื่อนมนุษย์​นั้น​ ​ต้อง​รักการ​อยู่​ใน​ที่สงบ​ ​เลือก​อยู่​ใน​ที่นั่งที่นอนอันสงบ​ ​เพื่อ​จะ​ทำ​ให้​มีสมาธิก้าวหน้า​ ​มี​เวลาปรับปรุงแก้​ไขข้อบกพร่องของตัวเอง​ ​อัน​จะ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​น่า​เลื่อมใสตามมา
วิธีการข้อที่​6) อธิจิตฺ​เต​ ​จ​ ​อา​โยโค ​ประกอบ​ความ​เพียร​ใน​อธิจิต
​กล่าวคือ​ เรา​ต้อง​ฝึกสมาธิ​ให้​มาก ​เพราะ​ว่า​เรา​จะ​ต้อง​เป็น​กัลยาณมิตร​ให้​กับ​ตัวเอง​ ​เป็น​อันดับแรก​ ​แล้ว​จึง​ค่อยไป​เป็น​กัลยาณมิตร​ให้​กับ​คน​อื่น​ ​ถ้า​ฝึกสมาธิน้อย​ ​เราก็​จะ​ไม่​สามารถ​ควบคุมตนเอง​ให้​มีการกระทำ​เหมาะสม​ได้
​ทั้ง​หมดนี้คือ​ โอวาทปาฏิ​โมกข์ ​ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ได้​ทรง​ให้​ไว้​ ​ถ้า​เรา​ทั้ง​หลายทำ​ได้​ ​โลกก็​จะ​ไม่​มี​ความ​ขัดแย้งแตกต่าง​ ​เช่น​ ​ผู้​มีกำ​ลัง​และ​อำ​นาจที่​เหนือกว่า​ ​ไม่​มีการรุกราน​ ​ไม่​มีการเอา​เปรียบทางผลประ​โยชน์​ ​ทั้ง​ด้านเศรษฐกิจ​และ​สังคม​ ​และ​สามารถ​สร้างสัมพันธภาพที่ดี​กับ​นานาประ​เทศ​ด้วย​มิตรไมตรี​ ​ไม่​มี​ความ​ขัดแย้ง​ ​และ​ก่อ​ให้​เกิดสันติภาพแก่มวลมนุษยชาติ​ได้​อย่างถาวร​ ​และ​เมื่อ​ใด​ที่​โลก​ไม่​มี​ความ​ขัดแย้ง​จาก​ความ​แตกต่างภาย​ใน​ใจ​ ​สิ่งดีงาม​จะ​เกิดขึ้นอย่างไร้พรมแดน​ ​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​มีตำ​รวจ​หรือ​ทหาร​ ​ไม่​ต้อง​มีกระบวนการยุติธรรมเลย​ ​เพราะ​ว่าทุกคน​จะ​มี​แต่การแบ่งปัน​ ​แบ่งปันรอยยิ้ม​ ​ความ​รัก​ ​เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่​ ​สิ่งดีๆ​ ​ให้​แก่​กัน
​ถ้า​ใจทุกดวงของทุกคน​ ​หยุดนิ่ง​อยู่​ใน​ตำ​แหน่งที่ถูก​ต้อง​ภาย​ใน​ ​จน​เข้า​ถึง​แหล่งแห่ง​ความ​สุขที่​แท้จริง​แล้ว​ ​ความ​สุขนี้​จะ​เอ่อล้น​ ​จนแผ่ขยายออกมาภายนอก​ ​และ​แบ่งปัน​ให้​กับ​ผู้​อื่น​ได้​ ​ทำ​ให้​เกิดสันติสุขที่​แท้จริง​ ​เช่นเดียว​กับ​ดวงตะวัน​ ​ที่​เป็น​แหล่งแห่ง​ความ​สว่าง​ ​และ​สามารถ​แบ่งปัน​ความ​สว่างไป​ทั่ว​ทั้ง​จักรวาล
​เรา​จะ​ต้อง​รักตนเอง​ ​ด้วย​การเริ่มต้น​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​การสร้างสันติสุขภาย​ใน​ ​เพราะ​เป็น​การกระทำ​อันยิ่ง​ใหญ่​ที่มวลมนุษยชาติ​ไม่​เคย​ได้​เฉลียวใจ​ ​เป็น​วิธีการที่​ไม่​ผิดหลักมนุษยธรรม​ ​ใน​ทุกขั้นตอนของการทำ​ใจ​ให้​สงบ​ ​ณ​ ​ตำ​แหน่งที่​แท้จริงของใจ​ ​คือ​ ศูนย์กลางกาย ​เรา​จะ​ไม่​มีการพลัดพราก​ ​ไม่​มีการสูญเสีย​ ​ไม่​มี​ใครเดือดร้อน​ ​ไม่​มี​ใครร้องไห้​เสียน้ำ​ตา​ ​เศร้า​โศกเสียใจ​ ​คับ​แค้น​ใจ​ ​ร่ำ​พิ​ไรรำ​พันต่างๆ​ ​แต่​เรา​จะ​มี​ความ​สุขทุกขั้นตอน
​การสร้างสันติสุขภาย​ใน​นี้​ ​มนุษย์​ไม่​ต้อง​รบราฆ่าฟัน​กัน​เอง​ ​การสร้างสันติสุขภาย​ใน​ ​ถือ​เป็น​รากฐานสำ​คัญอย่างยิ่ง​ ​ที่​จะ​ทำ​ให้​เรา​สามารถ​มองเห็นคุณค่าของชีวิตว่า​ เรา​เกิดมาทำ​ไม​ ​อะ​ไรคือเป้าหมายของชีวิต ​และ​เห็นคุณค่า​ใน​ชีวิตของเพื่อมนุษย์​ ​และ​ปรารถนาดีต่อทุกชีวิตที่​จะ​ก้าวไปสู่​เส้นทางแห่งสันติสุขภาย​ใน​ด้วย​กัน​ ​และ​เราก็​จะ​เป็น​เหมือนแสงประทีปที่สว่างขึ้นอีกดวงหนึ่ง​ ​เพื่อส่องนำ​ทางชีวิตตนเอง​และ​ผู้​อื่น​ ​ให้​ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างอบอุ่นปลอดภัย​ ​และ​เมื่อมนุษย์​เป็น​จำ​นวนมาก​ทั่ว​ทุกมุมโลก​สามารถ​ทำ​ได้​เช่นนี้​ ​ก็​จะ​เป็น​เสมือนดวงประทีปนับล้านดวง​ ​ที่​โชนแสงขับไล่​ความ​ขัดแย้ง​และ​ปัญหาต่างๆ​ ​ที่ครอบงำ​ดวงใจผองชน​ทั้ง​หลาย​อยู่​ ​นับ​เป็น​การสร้างอิสรภาพ​ ​สิทธิที่​เท่า​เทียม​และ​สันติภาพโลกที่​แท้จริง
​วันนี้​ ​เรารู้วิธีการ​แล้ว​ว่า​ ​จะ​ทำ​ให้​ความ​ฝันของมวลมนุษยชาตินี้​เป็น​จริง​ได้​อย่างไร​ ​ความ​สงบสุขของโลก​นั้น​ ​ไม่​สามารถ​เกิดขึ้น​ได้​เลย​ ​จนกว่าสันติสุขแรกภาย​ใน​จะ​เกิดขึ้นก่อน​ ​สันติภาพของโลก​และ​สิทธิที่​เท่า​เทียม​นั้น​ ​ต้อง​เริ่ม​จาก​สันติสุขภาย​ใน​ ​แต่ก็​ยัง​ไม่​มี​ใครนำ​โนว์ฮาว​ (Know-how) ​นี้มา​ใช้​ ​เมื่อ​ใด​ที่ทุกคนมีสันติสุขแรกของโลกเกิดขึ้น​ ​เมื่อ​นั้น​สันติภาพที่​แท้จริง​จะ​บังเกิดขึ้น​ใน​โลก
​สิ่งที่​เกิดขึ้น​ได้​ยาก​ใน​โลก​ ​อาจเกิดขึ้น​ได้​อย่างทันทีทัน​ใด​ ​ด้วย​วิธีที่ง่ายที่สุด​ ​อย่างที่​เรานึก​ไม่​ถึง​เลย​ ​ก็คือ​ การหยุดใจของเรา​ไว้​ที่ตำ​แหน่งที่ถูก​ต้อง​อย่างสบายๆ​ ​และ​สัมผัสแหล่งแห่งสันติสุขภาย​ใน​เสียก่อน​ ​จนกระทั่ง​ได้​พบสันติสุขแรก ​นี้​เป็น​โนว์ฮาว​ (Know-how) ​ของการสร้างสันติภาพโลกอย่างง่ายๆ​ ​ที่มี​อยู่​คู่​โลกมานาน​แล้ว​ ​ดังเช่นเคยบังเกิดขึ้น​แล้ว​ใน​สังคม​ใน​สมัยเมื่อสองพันกว่าปี​ ​แต่​ความ​รู้นี้​ได้​ขาดหายไป​ใน​ช่วงหลัง
​ดัง​นั้น​ วันมาฆบูชา ​ซึ่ง​ปีนี้ตรง​กับ​วันพฤหัสบดีที่​ 21 ​กุมภาพันธ์​ ​พุทธศักราช​ 2551 ​จะ​เป็น​วันที่พวกเรา​ทั้ง​หลาย​ ​จะ​ได้​มารำ​ลึก​ถึง​พระพุทธธรรมคำ​สอนของพระพุทธองค์​ ​ที่ทรงวางระ​เบียบแบบแผนอันดีงาม​ ​มา​แต่ครั้งพุทธกาล​ ​เพื่อที่​จะ​นำ​มาประพฤติปฏิบัติ​ ​ด้วย​ความ​รักตนเอง​และ​รักเพื่อนมนุษยชาติ​ ​เพื่อ​ให้​บรรลุ​ถึง​สันติภาพ​และ​สันติสุขที่​แท้จริง​ ​ตราบกระทั่งสู่ที่สุดแห่งธรรม​โดย​ทั่ว​กัน
ที่มา http://www.dmc.tv/pages/world_meditation/Thailand_Makabucha.html

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet