มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
กงล้อแห่ง​ความ​เจริญ  

        ​มนุษย์ทุกคนต่างมุ่งแสวงหา​ความ​สุข​ความ​สำ​เร็จ​และ​ความ​สมหวัง​ ​ทั้ง​ด้านการงาน​ ​การศึกษา​เล่า​เรียน​ ​เรื่องครอบครัว​หรือ​อื่นๆ​ ​ที่นอกเหนือ​จาก​นี้​ ​ผู้​ที่ประสบ​ความ​สำ​เร็จที่​แท้จริง​นั้น​ ​ต้อง​ประกอบ​ด้วย​ความ​สำ​เร็จ​ทั้ง​ทางโลก​และ​ทางธรรม​ ​นั่นคือธุรกิจ​และ​จิตใจที่ควบคู่​ไปพร้อมๆ​ ​กัน​ ​ทางโลกคือ​ ​สามารถ​ดำ​รงชีวิตอย่างมี​ความ​สุข​ ​ทางธรรมก็มีธรรมะ​เป็น​อาภรณ์​ ​ได้​เข้า​ถึง​พระธรรมกายภาย​ใน​ ​มีพระรัตนตรัย​เป็น​ที่พึ่ง​ ​หากทำ​ได้​เช่นนี้​ ​จึง​ชื่อว่าประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ใน​ชีวิตอย่างแท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​จักกสูตร​ ​อังคุตตรนิกายว่า

“​นรชน​ผู้​อยู่​ใน​ถิ่นที่​เหมาะสม​ ​คบหา​กับ​อารยชน​เป็น​มิตรอย่างเดียว​
ถึง​พร้อม​ด้วย​ความ​ตั้งตน​ไว้​ชอบ​ ​เป็น​ผู้​มี​ความ​ดีอัน​ได้​ทำ​ไว้​ใน​ปางก่อน​
ทรัพย์สมบัติ​ ​เกียรติยศ​ ​ชื่อเสียง​และ​ความ​สุข​ ​ย่อมหลั่งไหลมาสู่นรชน​ผู้​นั้น​”

        การแสวงหา​ความ​เจริญรุ่งเรือง​ให้​กับ​ชีวิต​ ทั้ง​ใน​ภพนี้​หรือ​หลัง​จาก​ละ​โลกไป​แล้ว​ ​ต้อง​อาศัยหลักธรรม​ ๔ ​ประการ​ได้​แก่​ ​อยู่​ใน​ถิ่นที่​เหมาะสม​ ​รู้จักคบหานักปราชญ์บัณฑิต​เป็น​กัลยาณมิตร​ ​รู้จักตั้งตน​ไว้​ชอบ​ ​คือดำ​รงตน​อยู่​ใน​ศีลธรรม​ ​ที่สำ​คัญ​ต้อง​หมั่นสั่งสมบุญ​ไว้​ให้​มากๆ​ ​และ​ประการสุดท้ายคือ​ ​ความ​เป็น​ผู้​มีบุญ​ใน​ปางก่อน​ ​ถ้า​หากมีคุณสมบัติครบตามหลักของจักรธรรม​ทั้ง​ ๔ ​ประการนี้​แล้ว​ ​ธรรมะ​จะ​หนุนนำ​และ​พาชีวิต​ให้​ไปสู่​ความ​เจริญยิ่งๆ​ ​ขึ้นไปอีกการ​อยู่​ใน​ถิ่นที่​เหมาะสม​ ​หมาย​ถึง​สถานที่ที่สะดวกสบาย​ ​ทั้ง​ดินฟ้าอากาศ​ ​การคมนาคม​ ​อาหารการกินอันอุดมสมบูรณ์​ ​เพื่อนบ้านรอบๆ​ ​เป็น​ผู้​มีศีลมีธรรม​ ​หาก​ได้​อยู่​ใน​สภาพแวดล้อมที่ดีๆ​ ​เช่นนี้​ ​ชีวิตย่อมประสบ​ความ​เจริญรุ่งเรือง​ได้​อย่างง่ายดาย​ ​บางท่านอาจคิดว่า​ ​การ​ได้​อยู่​ใน​ถิ่นที่​เหมาะสมสมบูรณ์พร้อมอย่างนี้​ ​ไม่​ใช่​เรื่องง่าย​ ​แต่หลวงพ่อว่า​ ​ไม่​ได้​ยากอะ​ไร​ ​เรา​สามารถ​เปลี่ยนวงเหล้ามา​เป็น​วงบุญ​ได้​ ​หรือ​สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี​ให้​โลก​ได้​ ​โดย​เริ่มต้น​จาก​ที่บ้านของเราก่อน​ ​หลวงพ่อ​จึง​ให้​มี​โครงการเปิดบ้านกัลยาณมิตรขึ้น

        ​ต้นไม้​แม้​ไม่​มีจิต​ยัง​กลับกลาย​ได้​ ​ไม่​ต้อง​พูด​ถึง​มนุษย์ที่มีจิตใจ​ ​น้ำ​หยดลงหินทุกวัน​ ​หิน​ยัง​กร่อน​ได้​ ​เสาศิลา​ ​เมื่อมีคนมา​โยก​ ​เสาศิลา​ยัง​สั่นคลอน​ได้​ ​คน​หรือ​สิ่งของ​ใกล้​ตัวก็​เช่นเดียว​กัน​ ​มีผลต่อเรามาก​ ​เรา​จึง​ควรคบหานักปราชญ์บัณฑิต​ ​หมั่นหา​โอกาสไปสนทนา​กับ​สัตบุรุษ​ ​และ​สัตบุรุษที่​แท้จริงที่มี​อยู่​ใน​ตัวเรา​ ​คือ​ ​พระธรรมกาย​ ​เป็น​กายแก้วใส​ ​เป็น​ผู้​รู้​แจ้งที่​สามารถ​ตอบปัญหา​เรา​ได้​ทุกอย่าง​ ​หากมีทุกข์ก็​ให้​อาศัยท่าน​ ​ด้วย​การทำ​ใจ​ให้​หยุดนิ่ง​ ​ดำ​เนินจิต​เข้า​สู่กลางของกลางภาย​ใน​ ​ทุกข์​ทั้ง​หลายที่มี​อยู่​ก็​จะ​หมดไป​ ​แม้มีสุข​แล้ว​ก็​ให้​เข้า​ไปหยุด​อยู่​ตรงกลางกายท่าน​ ​ความ​สุข​จะ​ทับทวี​เป็น​เอ​กัน​ตบรมสุข​ ​อย่างนี้​เรียกว่า​ ​เข้า​ไปอาศัยสัตบุรุษอย่างแท้จริง​ ​ฉะ​นั้น​ ​ให้​รู้จักคบสัตบุรุษเช่นนี้​ ​ชีวิตของเราย่อมปลอดภัย​ทั้ง​ใน​โลกนี้​และ​ใน​สังสารวัฏ

        ​เมื่อรู้จักการคบหาสัตบุรุษ​แล้ว​ ​ต่อไป​ต้อง​เป็น​คนตั้งตน​ไว้​ชอบ​ ​ทำ​ตนเอง​ให้​อยู่​ใน​กรอบแห่งศีลธรรม​ ​เพิ่มพูนคุณธรรม​ความ​ดีขึ้นมา​ใน​ใจ​ ​หาก​เป็น​คนตระหนี่​ ​ให้​รู้จักเสียสละ​ ​หาก​ไม่​เคยมีศรัทธา​ใน​พระรัตนตรัย​ ​ก็ทำ​ตัว​ให้​มี​ความ​ศรัทธา​ ​หรือ​หาก​เป็น​คน​ไม่​เคยรักษาศีลมาก่อน​ ​ก็ตั้งตน​ให้​อยู่​ใน​ศีล​ ​ศีล​จะ​ได้​เป็น​เกราะ​แก้วคุ้ม​กัน​ภัย​ให้​กับ​เรา​ ​ทำ​ให้​ไม่​พลัดตกไป​ใน​อบายภูมิ

        *​ดั่งเช่น​ใน​สมัยหนึ่ง​ ​มี​โจร​ ๕๐๐ ​คน​ ​คอยจี้ปล้นชาวบ้านที่สัญจรผ่านไปมา​ ​ทำ​ให้​เป็น​ที่หวาดระ​แวงของ​ผู้​คนแถว​นั้น​ ​จนกระทั่งทางการ​ต้อง​ส่งเจ้าหน้าที่ออกปราบ​ ​พวกโจร​จึง​พา​กัน​หนีตาย​เข้า​ไป​ใน​ป่าลึก​ ​เมื่อถูกพวกเจ้าหน้าที่​ไล่ติดตาม​ไม่​ลดละ​ ​ต่างเกิด​ความ​หวาดกลัวต่อมรณภัย​ ​บังเอิญ​ได้​ไปพบพระภิกษุถือธุดงควัตร​ ​กำ​ลังนั่งสมาธิบำ​เพ็ญสมณธรรมตามลำ​พังเพียงรูปเดียว​ ​จึง​พา​กัน​เข้า​ไปขอ​ความ​ช่วย​เหลือ​จาก​ท่าน​ ​ให้​ช่วย​เป็น​ที่พึ่ง​ใน​ยามตกยาก​  ​พระ​เถระ​เห็นว่า​ ​มหา​โจรเหล่านี้​ได้​ทำ​ผิดกฎหมายบ้านเมืองมามาก​ ​จะ​ช่วย​เหลือ​ด้วย​การปกปิด​ความ​ชั่ว​ ​หรือ​ช่วย​ให้​รอดพ้น​จาก​ความ​ตายก็​ไม่​เป็น​การสมควร​ ​เพราะ​ใครทำ​กรรม​ใด​ไว้​ ​ย่อม​ต้อง​รับผิดตามกฎหมายบ้านเมือง​จึง​จะ​ถูก​ต้อง

        ​อย่างไรก็ตามท่านเห็นว่า​ ​ที่พึ่งอย่าง​อื่น​ใน​ภพหน้า​ ​นอก​จาก​ศีล​แล้ว​ ​จะ​หา​เครื่องต้านทานที่​ไม่​ให้​พวกโจรตกไปอบายภูมิ​นั้น​ไม่​มี​เลย​ ​จึง​ให้​โอวาทว่า​  “​ศีล​เท่า​นั้น​ที่​จะ​เป็น​ที่พึ่งของท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ ​ความ​ตาย​ไม่​ใช่​เรื่องที่น่ากลัว​ ​แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ​ ​การเกิดมา​แล้ว​ไม่​ได้​ทำ​ความ​ดี​  ​ฉะ​นั้น​ ​ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต​จะ​มา​ถึง​ ​ท่าน​ทั้ง​หลายควรมีศีล​เป็น​ที่พึ่ง​ ​ศีล​จะ​เป็น​บันไดก้าวไปสู่สุคติ​โลกสวรรค์​” 
 
        ​จาก​นั้น​ ​ท่าน​ให้​โจร​ทั้ง​หมดรักษาศีล​ ​และ​ยัง​ตอกย้ำ​ให้​รักษาศีลยิ่งชีวิต​ ​อย่ามี​ใจคิดโกรธคิดร้ายต่อ​ผู้​อื่น​แม้​แต่น้อย​ ​โจร​ทั้ง​หมดต่างรับคำ​ของพระ​เถระ​ ​ตั้งใจสมาทานศีล​เป็น​อย่างดี​ ​เมื่อเจ้าหน้าที่ตามมาพบ​ ​ได้​จับตัวไปประหารชีวิต​ ​โจรทุกคนยอมรับกรรมที่ตนเองสร้าง​ไว้​ ​ต่างสำ​รวมใจ​ให้​อยู่​ใน​ศีล​ ​เมื่อตายไป​ ​ทั้ง​หมด​ได้​ไปสู่สุคติ

        ​ปัจจุบัน​ ​ความ​เจริญทางด้านวัตถุ​ได้​เข้า​มามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตประจำ​วันของเรา​ ​แม้​ความ​สะดวกสบาย​จะ​เพิ่มมากขึ้น​ ​แต่ธรรมะภาย​ใน​ใจกลับ​ไม่​แผ่ขยายเพิ่มขึ้นตาม​ ​คนมีศีลธรรม​ใน​เมืองไทยอาจมีมากพอสมควร​ ​แต่ทว่า​ไม่​ได้​รวม​กัน​ ​ไม่​ได้​เป็น​กลุ่ม​เป็น​ก้อน​ ​ทำ​ให้​ไม่​เกิดพลัง​ใน​การทำ​ความ​ดี​เท่า​ที่ควร​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​ ​บางครั้งการทำ​ความ​ดี​จึง​ดู​เหมือน​เป็น​เรื่องผิดปกติ​ ​เพราะ​ค่านิยมที่​เปลี่ยนไปของสังคม​ ​แม้​เศรษฐกิจตกต่ำ​ยัง​ไม่​น่ากลัว​ ​แต่ศีลธรรมตกต่ำ​ ​แต่ก็น่ากลัว​เท่า​ศีลธรรมที่ตกต่ำ​ลงทุกขณะ

        เมื่อชาวโลกขาดศีลธรรม ​ไม่​มีธรรมะ​เป็น​อาภรณ์​ ​จิตใจย่อม​จะ​ตกต่ำ​ ​คำ​พูด​และ​การกระทำ​ของคนก็พลอยตกต่ำ​ตามไป​ด้วย​ ​สมบัติที่​เคยมีก็อาจสูญหาย​ ​มี​ความ​วิบัติ​เข้า​มา​แทนที่​ ​ข่าวอาชญากรรม​ ​หรือ​อัตราการติดยา​เสพติดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ​ ​เพราะ​โลกเจริญทางวัตถุ​เพียงด้านเดียว​ ​ไม่​มีศีลธรรมคอยกำ​กับ​ ​ฉะ​นั้น​ ​พวกเราทุกคน​จะ​ต้อง​ไป​ช่วย​กัน​ทำ​หน้าที่​ ​ให้​มีปฏิรูปเทสเกิดขึ้น​ทั่ว​เมืองไทย​ ​และ​ขยายออกไป​ทั่ว​โลก​ด้วย

        ​คนมีศีลธรรม​ ไม่​ว่า​จะ​เป็น​การวางตัวก็น่า​เคารพเลื่อมใส​ ​สามารถ​เป็น​หลัก​ให้​เรายึด​เป็น​กัลยาณมิตรที่​ช่วย​ชี้​แนะพร่ำ​สอน​ได้​ ​โบราณท่านกล่าว​ไว้​ว่า​ ​ยํ​ ​เว​ ​เสวติ​ ​ตาทิ​โส​ ​คบ​หรือ​อยู่​ใกล้​คนเช่นไร​ ​จะ​ทำ​ให้​เรากลาย​เป็น​คนเช่น​นั้น​ ​สิ่งที่​ใกล้​ตัว​จะ​มีผลต่อใจของเรามากที่สุด​ ​เหมือนรสของผลไม้​ใน​แดนสวรรค์​ ​จน​เป็น​ที่​เลื่องลือว่า​ ​ทั้ง​ชมพูทวีปมี​เพียงเมืองพาราณสีที่มีมะม่วงต้นนี้​เพียงต้นเดียว​เท่า​นั้น​ ​ทำ​ให้​พระราชาอีกเมืองหนึ่งปรารถนา​จะ​เอา​เมล็ดมาปลูก​ไว้​เป็น​ของพระองค์​เองบ้าง​ ​แต่​เมื่อ​ไม่​อาจครอบครองต้นมะม่วงนี้​ได้​ ​จึง​เกิด​ความ​อิจฉาริษยา​ ​ปรารถนา​จะ​ทำ​ลายต้นมะม่วงต้นนี้ทิ้ง

        ​พระราชาทรงรับสั่ง​ให้​ไปหาทางทำ​ลายต้นมะม่วง​ไม่​ให้​มีรสหวานอีกต่อไป​ ​ทหารสนิทของพระราชา​ได้​เดินทางไปเมืองพาราณสี​ ​เพื่อรับจ้าง​เป็น​คนดู​แล​ ​ซึ่ง​เขา​สามารถ​ทำ​ให้​ผลไม้ออกลูกผิดฤดูกาล​ได้​ ​อีก​ทั้ง​ทำ​ให้​มีรสหวานกลมกล่อม​และ​อร่อยกว่า​เดิม​ ​จน​เป็น​ที่พอพระทัยของพระ​เจ้าพาราณสี​ ​เขา​จึง​ได้​รับแต่งตั้ง​ให้​เป็น​นายอุทยานดู​แลสวนเพียงคนเดียว​ ​เมื่อ​ได้​เฝ้าสวน​แล้ว​ ​เขา​ตั้งใจ​จะ​ทำ​ลายต้นมะม่วง​นั้น​ทิ้ง​ ​แต่ก็กลัวคนเห็น​ ​จึง​นำ​ต้นสะ​เดา​ไปปลูกรอบๆ​ ​โคนต้น​ ​เมื่อต้นสะ​เดา​โตขึ้น​ ​กิ่งเกี่ยวพันกิ่ง​ ​รากเกี่ยวพันราก​ ​ค่อยๆ​ ​แทรกซึม​เข้า​ไปอย่างช้าๆ​ ​จนทำ​ให้​ผลมะม่วงที่ออกมาภายหลัง​ ​กลาย​เป็น​รสขมเหมือนสะ​เดา​  ​ส่วน​คนเฝ้าสวนเมื่อทำ​งานสำ​เร็จ​ ​ก็รีบหลบหนีออก​จาก​เมืองไป​ ​นี่​เป็น​ตัวอย่างของการคบอสัตบุรุษ​

        ​ส่วน​ประการสุดท้าย​ ความ​เป็น​ผู้​มีบุญทำ​ไว้​ใน​ปางก่อน ​คือ​ ​ปุพฺ​เพ​ ​กตปุญฺญตา​ ​หมาย​ถึง​ใน​ภพชาตินี้​ให้​ตั้งใจทำ​ความ​ดีทุกรูปแบบ​ ​ทำ​ใน​ทุกที่ทุกโอกาส​ ​ไม่​ให้​ชีวิตว่างเว้น​จาก​การสร้างบารมี​ ​การทำ​ความ​ดีวันนี้​ ​คือบุญบารมีที่​จะ​บังเกิดขึ้น​ใน​วันข้างหน้า​ ​หรือ​ทำ​ความ​ดี​ใน​ภพนี้​ ​ก็คือบุญที่​จะ​บังเกิดขึ้น​ใน​ภพหน้า​ ​บุญเก่า​เป็น​เบื้องหลังแห่ง​ความ​สำ​เร็จ​ใน​ชีวิตของเรา​ ​และ​หากบุญ​ใน​ปัจจุบันมาก​ด้วย​ ​ชีวิตก็ยิ่งสมปรารถนาอย่างรวด​เร็ว​ ​ทั้ง​ใน​ภพนี้​และ​ใน​ภพหน้า​  ​ดัง​นั้น​ ​ให้​หมั่นประพฤติปฏิบัติตามจักรแห่งธรรม​ ๔ ​ประการนี้​ ​ซึ่ง​เปรียบเสมือนกงล้อแห่ง​ความ​เจริญ​ ​และ​ให้​หมั่นทำ​สมาธิ​เจริญภาวนา​ ​เพื่อ​จะ​ได้​มีอนาคตที่สดใส​ ​มีจิตใจที่​แช่มชื่นเบิกบาน​ ​มีพระรัตนตรัย​เป็น​ที่พึ่งภาย​ใน​กัน​ทุกคน
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)
 
*(มก​.​ตัณหาวรรควรรณนา​  ​เล่ม​ ๔๓ ​หน้า​ ๒๗๓)

Comment

Comment:

Tweet