มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
ที่พึ่ง​ใน​ภพหน้า 

        ​เรา​เกิดมาภพชาติหนึ่งเพื่อสร้างบุญบารมี​ ​ไม่​ใช่​เพื่อเพลิดเพลิน​อยู่​ใน​โลกนี้​ ​ปล่อย​ให้​ชีวิตผ่านไปวันหนึ่งๆ​  ​เป้าหมายสูงสุด​ใน​การเกิด​เป็น​มนุษย์ทุกๆ​ ​คน​ ​จะ​ต้อง​บรรลุมรรคผลนิพพาน​ ​มนุษย์​ส่วน​ใหญ่​มัก​ใช้​เวลา​ไป​กับ​การทำ​มาหากิน​ ​หาทรัพย์มาหล่อเลี้ยงครอบครัว​ ​สนใจ​กับ​เรื่องนอกตัว​ ​เช่น​ ​คน​ ​สัตว์​ ​สิ่งของ​ ​มากกว่า​เวลาที่​ให้​กับ​สิ่งที่​เป็น​ประ​โยชน์อย่างแท้จริง​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​เราควร​ใช้​เวลานี้​ให้​เป็น​ประ​โยชน์ต่อการทำ​พระนิพพาน​ให้​แจ้ง​ ​ด้วย​การ​ใช้​เวลาอันน้อยนิดนี้​ให้​เกิดคุณประ​โยชน์สูงสุด​ ​โดย​เฉพาะการปฏิบัติธรรม​ซึ่ง​ถือ​เป็น​ภารกิจหลัก​และ​เป็น​แก่นแท้ของชีวิตทุกๆ​ ​คน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​ชนสูตรว่า

“​ชีวิตถูกชรานำ​เข้า​ไป​ใกล้​ความ​ตาย​ ​ผู้​ที่ถูกชรานำ​เข้า​ไป​ใกล้​แล้ว​ ​ย่อม​ไม่​มีที่ต้านทาน​
เมื่อบุคคลเล็งเห็นภัย​ใน​ความ​ตายนี้​ ​ควรทำ​บุญ​ทั้ง​หลายอันนำ​ความ​สุขมา​ให้
​ความ​สำ​รวมกาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ใน​โลกนี้​ ​ย่อม​เป็น​ไปเพื่อ​ความ​สุขแก่​ผู้​ที่ละ​โลกนี้​ไป​แล้ว​
ผู้​ซึ่ง​สั่งสมบุญ​ไว้​ตั้งแต่​เมื่อ​ยัง​มีชีวิต​อยู่​ ​ฯ”
 
        ​สรรพสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​โลกนี้​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​คน​ ​สัตว์​หรือ​สิ่งของ​ ​เมื่อเกิดขึ้นก็ตั้ง​อยู่​ได้​ชั่วขณะ​ ​ใน​ที่สุดทุกอย่าง​ต้อง​แตกสลายไปตามกาลเวลา​ ​มนุษย์​เรา​เกิดมาพร้อม​กับ​ความ​แก่​ ​ความ​เจ็บ​และ​ความ​ตาย​ ​เหมือนดอกเห็ดที่​โผล่ขึ้นมา​จาก​ดิน​ ​ย่อมนำ​ดินติดขึ้นมา​ด้วย​ ​ชีวิตเราถูก​ความ​ชรา​และ​มรณะครอบงำ​ตลอดเวลา​ ​โดย​ที่​เรา​ไม่​ทัน​ได้​เฉลียวใจว่า​ ​นั่นคือศัตรูที่รุกรานอย่างเงียบๆ​  ​และ​ยิ่งนานวัน​ ​ไม่​ว่า​จะ​ยืน​ ​เดิน​ ​นั่ง​ ​นอน​ ​หรือ​เปลี่ยนอิริยาบถ​ ​ก็​ไม่​กระฉับกระ​เฉงเหมือนเดิม​ ​บางคนกว่า​จะ​รู้ตัว​ ​อายุก็ล่วงไป​ถึง​เลข​ ๕ ​หรือ​เลข​ ๖ ​ก็มี

        ถ้า​มนุษย์มีอายุมากขึ้น​ ​พร้อม​กับ​มีบุญบารมี​แก่รอบขึ้น​ ​นับว่า​ได้​กำ​ไรชีวิต ​แต่หากยิ่งแก่​แล้ว​ยิ่งแย่​ ​บารมีก็​ยัง​อ่อน​อยู่​ ​เพราะ​ไม่​ได้​สั่งสมบุญกุศล​ไว้​ ​ปล่อยชีวิต​ให้​ผ่านไป​กับ​สิ่งที่​ไร้สาระ​ไร้​แก่นสาร​ ​ชีวิตเช่นนี้ชื่อว่า​เป็น​ชีวิตที่ขาดทุน​ ​เป็น​โมฆะบุรุษ​ ​เมื่อเรารู้​เช่นนี้​แล้ว​ ​ขอ​ให้​ตั้งใจสั่งสมบุญ​กัน​ให้​เต็มที่​ ​จะ​ได้​ชื่อว่า​เป็น​ผู้​ฉลาด​ ​ไม่​ประมาท​ใน​การดำ​เนินชีวิต

        *​สมัยเมื่อพระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าประทับ​อยู่​ ​ณ​ ​วิหารเชตวัน​ ​ใกล้​พระนครสาวัตถี​  ​ครั้ง​นั้น​ ​มีพราหมณ์ชรา​ ๒ ​คน​ ​อายุ​ ๑๒๐ ​ปี​ ​ได้​ชักชวน​กัน​ไป​เข้า​เฝ้าพระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ ​ทั้ง​สอง​ได้​กราบเรียนพระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าว่า​ “​ข้า​แต่พระ​โคดม​ผู้​เจริญ​ ​ข้าพระองค์​เป็น​พราหมณ์ชรามีอายุ​ถึง​ ๑๒๐ ​ปี​แล้ว​ ​แต่​ยัง​ไม่​ได้​สร้าง​ความ​ดี​ ​ไม่​ได้​ทำ​บุญกุศลอัน​เป็น​ที่พึ่ง​ใน​โลกหน้า​ไว้​เลย​ ​ขอพระองค์​ผู้​เจริญทรง​ให้​โอวาทสั่งสอนพวกข้าพระองค์​ด้วย​เถิด​ ​เพื่อประ​โยชน์​ ​เพื่อ​ความ​สุขแก่พวกข้าพระองค์ตลอดกาลนาน​ด้วย​เถิด​”

        ​พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “​ดูก่อนพราหมณ์​ ​ที่​แท้พวกท่าน​เป็น​คนแก่​เฒ่าชราล่วงกาลผ่านวัยมา​โดย​ลำ​ดับ​ ​มีอายุ​ได้​ ๑๒๐ ​ปีนับตั้งแต่​เกิดมา​ ​แต่มิ​ได้​สร้าง​ความ​ดี​ ​ไม่​ได้​ทำ​กุศล​ ​ไม่​ได้​ทำ​กรรมอัน​เป็น​ที่พึ่ง​ใน​โลกหน้า​ไว้​ ​ดูก่อนพราหมณ์​ ​โลกนี้ถูกชรา​ ​พยาธิ​ ​มรณะ​ ​นำ​เข้า​ไป​อยู่​ ​เมื่อถูกชรา​ ​พยาธิ​ ​มรณะนำ​เข้า​ไป​อยู่​เช่นนี้​ ​ความ​สำ​รวมทางกาย​ ​วาจา​และ​ใจ​ ​ย่อม​เป็น​ที่ต้านทาน​ ​เป็น​ที่​เร้นภัย​ ​เป็น​เกาะ​ ​เป็น​ที่พึ่ง​ ​เป็น​ที่ยึดเหนี่ยวของท่าน​ผู้​ละ​โลกนี้​ไป​แล้ว​”

        ​พราหมณ์​ทั้ง​สอง​ได้​ฟังพระธรรมเทศนา​แล้ว​ ​เกิด​ความ​เลื่อมใสศรัทธา​ ​มี​ใจตั้งมั่น​ใน​พระรัตนตรัย​ ​จึง​ทูลขอบรรพชาอุปสมบท​ใน​พระพุทธศาสนา​ ​แต่​เนื่อง​จาก​พราหมณ์​ทั้ง​สองแก่ชรา​ ​ไม่​เหมาะ​แก่การออกบวช​ ​และ​ไม่​สามารถ​บำ​เพ็ญข้อวัตรปฏิบัติของนักบวช​ให้​บริบูรณ์​ได้​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​จึง​ทรง​ให้​พราหมณ์สมาทานตั้งมั่น​อยู่​ใน​ศีล​ ๕ ​เท่า​นั้น​ ​ซึ่ง​เป็น​สิ่งที่​เหมาะ​แก่วัยของพราหมณ์​ ​พราหมณ์​ทั้ง​สองต่างมิ​ได้​น้อยอกน้อยใจ​ ​ได้​ตั้งมั่นสมาทานรักษามิ​ให้​ด่างพร้อยจนตลอดชีวิต​ ​เมื่อละ​โลก​แล้ว​ ​ทั้ง​สอง​ได้​ไปบังเกิด​ใน​สวรรค์

        ​ต่อมามีพราหมณ์อีก​ ๒ ​คน​ได้​ชักชวน​กัน​ไป​เข้า​เฝ้าพระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ ​ถวายอภิวาทพระพุทธองค์​ ​พลางกราบทูลพระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าว่า​ “​ข้า​แต่พระ​โคดม​ผู้​เจริญ​ ​ข้าพเจ้า​เป็น​พราหมณ์​แก่​เฒ่า​ ​เป็น​ผู้​ล่วงมัชฌิมวัย​ถึง​ปัจฉิมวัย​ ​จนอายุ​ได้​ ๑๒๐ ​ปี​แล้ว​ ​เนื่อง​จาก​เป็น​ผู้​ประมาท​ ​จึง​มิ​ได้​ทำ​ความ​ดี​ ​ยัง​มิ​ได้​สร้างบุญกุศล​ ​มิ​ได้​ทำ​ที่ป้อง​กัน​ภัย​ ​ขอพระ​โคดม​ผู้​เจริญทรง​ให้​โอวาทแก่ข้าพระองค์​ทั้ง​สอง​ ​ขอพระองค์ทรงพร่ำ​สอน​ใน​สิ่งที่​จะ​เป็น​ประ​โยชน์​ ​เพื่ออนุ​เคราะห์​แก่ข้าพเจ้าสิ้นกาลนาน​ด้วย​เถิด​”

        ​พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “​พราหมณ์​ ​ท่านแก่​เฒ่า​ยัง​ไม่​ได้​ทำ​ที่ป้อง​กัน​ภัย​ ​โลกนี้อันชรา​ ​พยาธิ​ ​มรณะ​เผา​ไหม้​แล้ว​ ​เมื่อโลกถูกชรา​ ​พยาธิ​ ​มรณะ​ไหม้​อยู่​อย่างนี้​ ​ความ​สำ​รวมทางกาย​ ​วาจา​และ​ใจ​ ​ย่อม​เป็น​ที่ต้านทาน​ ​เป็น​ที่​เร้นภัย​ ​เป็น​เกาะ​ ​เป็น​ที่อาศัย​ ​เป็น​ที่​ไป​ใน​เบื้องหน้าของบุคคล​ผู้​สำ​รวม​ ​ผู้​ละ​โลกนี้​ไป​แล้ว​”  จาก​นั้น​พระพุทธองค์ตรัสพระคาถา​เป็น​โอวาทานุสาสนี​แก่พราหมณ์​ทั้ง​สองคนว่า

        “​เมื่อเรือนถูกไฟไหม้​ ​สิ่งของ​ใด​ที่นำ​ออก​ได้​ ​สิ่ง​นั้น​ย่อม​เป็น​ไปเพื่อประ​โยชน์​แก่​เขา​ ​สิ่งของที่ถูกไหม้​อยู่​ใน​เรือน​นั้น​ ​หา​เป็น​ไปเพื่อประ​โยชน์​แก่​เขา​ไม่​ ​ฉัน​ใด​ ​เมื่อโลกถูกชรา​และ​มรณะ​แผดเผา​แล้ว​ ​ก็ฉัน​นั้น​ ​บุคคลควรนำ​ออกมา​ด้วย​การ​ให้​ทาน​ ​สิ่งที่​ให้​ไป​แล้ว​ ​ย่อม​เป็น​อันบุคคลนำ​ออกมาดี​แล้ว​ ​ความ​สำ​รวมทางกาย​ ​วาจา​และ​ใจ​ใน​โลกนี้​ ​ย่อม​เป็น​ไปเพื่อ​ความ​สุขแก่​ผู้​ที่ละ​โลกนี้​ไป​ ​ผู้​ซึ่ง​ได้​สั่งสมบุญ​ไว้​ตั้งแต่​เมื่อ​ยัง​มีชีวิต​อยู่​”

        ​พราหมณ์​ได้​ฟังพระธรรมเทศนา​แล้ว​ ​เกิด​ความ​ปีติ​เลื่อมใส​ ​ยึดมั่น​ใน​พระรัตนตรัย​ ​และ​ได้​สำ​รวมกาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ ​ประพฤติปฏิบัติธรรมจนตลอดชีวิต​ ​ละ​โลกนี้​แล้ว​ ​ทั้ง​สอง​ได้​ไปบังเกิด​ใน​สุคติ​โลกสวรรค์

        ​จาก​เรื่องนี้​ ​เรา​จะ​เห็นว่า​ ​ทุกชีวิตที่​เกิดมา​ไม่​ได้​นำ​ทรัพย์สมบัติ​ใดๆ​ ​ติดตัวมา​  ​ครั้นแก่ตัว​และ​ละ​โลกนี้​ไป​ ​ต่าง​ต้อง​ทิ้งทรัพย์สมบัติ​ทั้ง​หมด​ไว้​เบื้องหลัง​ ​ไม่​มีสิ่ง​ใด​ติดตัวไป​ได้​ ​นอก​จาก​บุญกุศลที่​ได้​ตั้งใจทำ​ไว้​ดี​แล้ว​นี้​เท่า​นั้น​  ​ดัง​นั้น​ ​เมื่อเรา​ยัง​มีชีวิต​อยู่​ ​เรา​ต้อง​หมั่นสั่งสมบุญ​ ​เพราะ​บุญ​เท่า​นั้น​จะ​เป็น​ที่พึ่งของเรา​ ​เป็น​เพื่อนแท้ที่ติดตัวเรา​ไปทุกภพทุกชาติ​ ​เหมือนเงาติดตามตัวเรา​ไปฉะ​นั้น​ขอ​ให้​เราอย่า​ได้​ประมาท​ใน​ชีวิต​ ​ให้​รีบสั่งสมบุญบารมี​ให้​มากๆ​  ​วันเวลาผ่านไปอย่างรวด​เร็ว​ ​จาก​วัน​เป็น​เดือน​ ​จาก​เดือน​เป็น​ปี​ ​เผลอประ​เดี๋ยวเดียว​ ​ก็​แก่​ ​ก็ชรา​กัน​แล้ว​ ​เมื่อ​ถึง​วัน​นั้น​ ​หากเรา​ได้​มองย้อนกลับมาพิจารณาการกระทำ​ที่ผ่านมา​ ​จะ​พบว่า​ ​เรา​ได้​ใช้​วันเวลาอย่างมีคุณค่า​ ​ทำ​สิ่งที่​เป็น​ที่พึ่งแก่ชีวิต​ ​ด้วย​การบำ​เพ็ญทาน​ ​รักษาศีล​และ​เจริญภาวนา​ ​เรา​จะ​ไม่​นึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านไป​ ​หาก​จะ​มี​แต่​ความ​ปลื้มปีติ​เบิกบานใจตลอดเวลา​
        ​เมื่อ​ต้อง​ละ​โลกนี้ ​เรา​จะ​ไป​ด้วย​ความ​องอาจ​ ​ไปอย่างมี​ความ​สุข​และ​ภาคภูมิ​ใจ​เป็น​ที่สุด​ ​บุญ​ใน​ตัวที่กลั่นกลาย​เป็น​ดวงบุญสุกใสสว่าง​ ​จะ​ช่วย​กลั่นกาย​ ​วาจา​ ​ใจของเรา​ให้​สะอาดบริสุทธิ์​ ​ดึงดูดแต่สิ่งที่ดีงาม​เข้า​มาหาตัว​และ​เป็น​ที่พึ่ง​ให้​แก่​เรา​ ​เมื่อบุญบารมี​เต็มเปี่ยม​ ​จะ​ได้​หลุดพ้น​จาก​การ​เป็น​บ่าว​เป็น​ทาสของพญามาร​ ​หลุดพ้น​จาก​กรอบอวิชชา​ ​เป็น​อิสระ​ใน​ตนเอง​ ​ได้​ที่พึ่งอันเกษม​และ​ปลอดภัย​ ​คือ​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัย​ ​มีพระนิพพาน​เป็น​อารมณ์ตลอดเวลา​โปรดอย่า​เอาภารกิจประจำ​วันมา​เป็น​ข้ออ้าง​ ​ข้อแม้​หรือ​เงื่อนไข​ ​ที่​จะ​ทำ​ให้​เรา​เกียจคร้าน​ ​หรือ​ละ​เลย​ใน​การปฏิบัติธรรม​ ​ให้​หมั่นฝึกฝนใจ​ให้​หยุด​ให้​นิ่ง​ ​ให้​สะอาดบริสุทธิ์​ทั้ง​วัน​ทั้ง​คืน​ ​รักษา​ใจ​ให้​สบายๆ​ ​ที่กลางกาย​ ​ทำ​อย่างนี้ทุกวัน​ ​ทำ​ภารกิจหลักคือการทำ​ใจหยุดนิ่ง​ ​ควบคู่​ไป​กับ​ภารกิจประจำ​วัน​ ​คือทำ​งาน​ทั้ง​ภายนอก​และ​ภาย​ใน​ไปพร้อมๆ​ ​กัน​ ​ถ้า​ทำ​ได้​อย่างนี้ทุกวัน​ ​ทุกๆ​ ​เวลา​และ​สถานที่​ ​วันเวลาที่ผ่านไปย่อม​เป็น​ช่วงที่มี​ความ​หมายสำ​หรับชีวิตของเรา​ ​เพราะ​ใจเรา​นั้น​ตั้งมั่น​ ​มีพระรัตนตรัยภาย​ใน​เป็น​ที่พึ่ง​ ​ให้​หมั่นฝึกฝนใจ​ให้​หยุดนิ่งตลอดเวลา​  ​ใน​ที่สุดเรา​จะ​สมปรารถนา​ ​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัย​กัน​ทุกๆ​ ​คน
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)
 
*(มก​.​ปฐมชนสูตร​  ​เล่ม​ ๓๔ ​หน้า​ ๒๑๔)
 
Digg it! Del.icio.us! Google Bookmark!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet