มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
ประพฤติธรรม​ ​คือ​ ​เรื่องสำ​คัญของชีวิต

        ​สรรพสัตว์​และ​สรรพสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​โลกนี้​ ​ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา​ ​เหมือนดอกไม้​ ​ซึ่ง​เรา​เคยเห็นมัน​เป็น​ต้น​เล็กๆ​  ​ไม่​นานก็​เจริญเติบโตขึ้น​ ​แตกใบแผ่กิ่งก้านสาขา​ ​ผลิดอกออกผล​ให้​ความ​สดชื่นแก่ทุกชีวิต​ ​แต่​ไม่​นานดอกไม้ที่ดูสวยสดงดงาม​นั้น​ ​ล้วนเหี่ยวแห้งร่วงโรยไปตามกาลเวลา​
 
        ​สังขารร่างกายของเราก็​เช่นเดียว​กัน​ ​ความ​แก่​ ​ความ​เจ็บ​ ​ความ​ตาย​ได้​คืบคลาน​เข้า​มา​ใน​ชีวิตเรา​ ​ทำ​ให้​เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอนุวินาที​ ​โดย​ที่ตัวเราก็สังเกต​ไม่​ออก​  ​เมื่อเวลาผ่านไป​ ๑๐ ​ปี​ ๒๐ ​ปี​ ๖๐ ​ปี​ ​จึง​รู้ว่า​เรา​แก่ลงทุกขณะ​ ​เป็น​การเปลี่ยนแปลงที่ต่อ​เนื่อง​กัน​ไปสู่​ความ​เสื่อมสลาย​  ​ดัง​นั้น​ ​เรา​จึง​ไม่​ควรประมาท​ใน​ชีวิต​ ​ควร​ให้​ชีวิตผ่านไป​ด้วย​การฝึกฝนใจ​ให้​หยุดนิ่ง​ ​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัย​ใน​ตัว​ให้​ได้​ ​เรา​จะ​ได้​เข้า​ถึง​ความ​สุขที่​แท้จริง​

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​ ​ชนสูตร​ ​ความ​ว่า
 
        “​ชีวิตถูกชรานำ​เข้า​ไป​ใกล้​ความ​มีอายุสั้น​ ​ผู้​ที่ถูกชรานำ​ไป​ใกล้​แล้ว​ ​ย่อม​ไม่​มีที่ต้านทาน​  ​เมื่อบุคคลเล็งเห็นภัย​ใน​ความ​ตายนี้​ ​ควรทำ​บุญ​ทั้ง​หลายอันนำ​ความ​สุขมา​ให้​ ​ความ​สำ​รวมทางกาย​ ​ทางวาจา​ ​และ​ทางใจ​ ​ใน​โลกนี้​ ​ย่อม​เป็น​ไปเพื่อ​ความ​สุขแก่​ผู้​ที่ละ​โลกนี้​ไป​แล้ว​ ​ผู้​ซึ่ง​สร้างสมบุญ​ไว้​แต่​เมื่อ​ยัง​มีชีวิต​อยู่​”

        ​ปัจจุบันพวกเราคง​จะ​สังเกต​ได้​ว่า​ ​อายุมนุษย์ลดน้อยถดถอยลงไปทุกๆ​ ​วัน​ ​จาก​สมัยก่อนที่มนุษย์​เคยมีอายุยืนยาวนาน​ ​สุขภาพร่างกายสมบูรณ์​แข็งแรง​ ​แต่​ใน​มัยนี้อายุ​จะ​สั้นตาย​เร็ว​กว่าปกติ​ ​ร่างกายก็​ไม่​ค่อยแข็งแรง​ ​ต้อง​เสียเวลา​ใน​การดู​แลรักษาขันธ์​ ๕ ​นี้ตลอดเวลา​ ​สม​กับ​พุทธพยากรณ์ที่ว่า​ ​ทุกๆ​ ๑๐๐ ​ปี​ ​หลังพุทธปรินิพพาน​ ​อายุของมนุษย์​จะ​ลดลง​ ๑ ​ปี​ ​ซึ่ง​หมาย​ถึง​จาก​ที่​เคยมีอายุยืนยาว​ถึง​ ๑๐๐ ​ปี​ ​ก็​จะ​เหลือ​ ๙๙ ​ปี​ ​และ​ลดลงเรื่อยๆ​ ​เหลือเพียง​ ๙๐ ​ปี​ ๘๐ ​ปี​ ​และ​ขณะนี้ปี​ ๒๕๔๔ ​อายุของมนุษยโลก​ ​โดย​เฉลี่ยประมาณ​ ๗๕ ​ปี​ ​แต่​ส่วน​ใหญ่​ก็​อยู่​ไม่​ถึง​กัน​ ​เพราะ​ถูกโรค​ ​คือ​ ​ความ​แก่​ ​ความ​เจ็บ​เข้า​รุมเร้า​เป็น​ประจำ

        ต่อไปอายุมนุษย์​จะ​ลดลงไปเรื่อยๆ ​จาก​เกณฑ์อายุมาตรฐาน​ ๗๕ ​จะ​เหลือเพียง​ ๗๐ ๕๐ ๓๐ ๒๐ ​ลดลงไปเรื่อยๆ​  ​เหลือเพียง​ ๑๐ ​ปี​  ​เมื่ออายุมนุษย์ลดลงไปจนเหลือ​ ๑๐ ​ปี​ ​เด็กชายเด็กหญิงเมื่อมีอายุ​เพียง​ ๕ ​ปี​ ​ก็​สามารถ​แต่งงาน​กัน​ได้​แล้ว​ ​ใน​สมัย​นั้น​ ​รสของเนยใส​ ​เนยข้น​ ​น้ำ​มัน​ ​น้ำ​ผึ้ง​ ​น้ำ​อ้อย​ ​และ​เกลือ​ ​จะ​อันตรธานไปหมด​ ​เหลือเพียงหญ้า​กับ​แก้​ ​ที่​จะ​เป็น​อาหารอย่างดี​ ​ที่​เป็น​เช่น​นั้น​เพราะ​มนุษย์​ไม่​ได้​ประกอบกุศลกรรม​ ๑๐ ​ประการ​ 
 
        ​เมื่อหันมองไปรอบทิศ​ ​ไม่​มีกัลยาณมิตร​ผู้​ชี้หนทางสวรรค์นิพพานแม้​เพียงคนเดียว​ ​มี​แต่​ผู้​ที่ประกอบบาปอกุศล​ ​ลูก​ไม่​ปฏิบัติชอบ​ใน​มารดาบิดา​ ​ไม่​ประพฤติอ่อนน้อมต่อ​ผู้​ใหญ่​ใน​ตระกูล​ ​ทุกคน​ไม่​มีจิตคิดเคารพยำ​เกรงว่า​ ​นี่​แม่​ ​นี่น้า​ ​นี่ภรรยา​ ​มนุษยโลก​จะ​สมสู่ปะปน​กัน​ไปหมด​ ​เหมือนสัตว์ดิรัจฉานที่สมสู่​กัน​โดย​ไม่​มี​ความ​ละอายเมื่อประกอบอกุศลกรรมมาก​เข้า​ ​แต่ละคน​จะ​เกิด​ความ​อาฆาตพยาบาท​ ​คิดร้ายต่อ​กัน​และ​กัน​ ​มารดา​กับ​บุตรก็ดี​ ​บุตร​กับ​มารดาก็ดี​ ​พี่ชาย​กับ​น้องหญิงก็ดี​ ​ต่างเกิด​ความ​อาฆาตพยาบาท​ ​คิดร้ายหมาย​ ​จะ​ฆ่า​กัน​เอง​
 
        ​เมื่อต่างคนต่างหมายใจ​จะ​เข่นฆ่าคน​อื่น​ ​สงครามนองเลือด​จึง​เกิดขึ้น​  ​สมัย​นั้น​  ​สัตถันตรกัป​จะ​เกิดขึ้น​ ๗ ​วัน​ ​คือ​ ​พวกมนุษย์​จะ​สำ​คัญ​กัน​และ​กัน​ว่า​ ​เป็น​เนื้อ​ ​ศัสตราอาวุธ​จะ​ปรากฏขึ้นมา​อยู่​ใน​มือของพวกมนุษย์​เอง​โดย​อัตโนมัติ​  ​เมื่อทุกคนมีอาวุธ​ใน​มือ​ ​ก็​จะ​เข่นฆ่า​กัน​เอง​เพราะ​สำ​คัญว่า​ ​นี่คือเนื้อ​ ​ส่วน​พวกมนุษย์ที่​ไม่​อยากฆ่า​ใคร​ ​และ​ไม่​อยาก​ให้​ใครมาฆ่า​ ​จะ​พา​กัน​หลบหลีก​เข้า​ป่า​ ​ซ่อนตัว​อยู่​ตามสุมทุมพุ่มไม้บ้าง​ ​อยู่​ตามเกาะ​ ​ตามซอก​เขา​บ้าง​ ​โดย​มีผลหมากรากไม้​ใน​ป่า​เป็น​อาหาร​ ​มนุษย์​เหล่า​นั้น​จะ​พา​กัน​หลบซ่อนตัว​อยู่​ ๗ ​วัน​ ​ครั้นล่วง​ ๗ ​วัน​จึง​พา​กัน​ออก​จาก​ป่า​  ​เมื่อมา​เจอ​กัน​ก็ดีอกดี​ใจ​ ​จึง​ปรึกษา​กัน​ว่า​ ​เรา​ถึง​ความ​สิ้นญาติอย่าง​ใหญ่​ถึง​ปานนี้​ ​เพราะ​สมาทานธรรมที่​เป็น​อกุศล​ ​ตั้งแต่บัดนี้​เป็น​ต้นไป​ ​เราควรงดเว้นปาณาติบาต​

        ​เมื่อทุกคนประกอบกุศลกรรมพร้อม​กัน ​ทำ​ให้​อายุวรรณะ​เจริญขึ้นๆ​  ​เมื่อเจริญ​ด้วย​อายุวรรณะอย่าง​นั้น​แล้ว​ ​ลูกของ​ผู้​ที่มีอายุ​ ๑๐ ​ปี​ ​ก็​จะ​มีอายุยืนยาว​ถึง​ ๒๐ ​ปี​ ​ต่อมา​เมื่อเห็นว่า​เพียงแค่สมาทานกุศลกรรมบถ​ ​ไม่​ฆ่าสัตว์​ ​ไม่​เบียดเบียน​กัน​ ​อายุ​ยัง​ยืนยาว​ถึง​เพียงนี้​ ​ทุกคน​จึง​ตกลง​กัน​ว่า​ ​จะ​สมาทานกุศลธรรม​ให้​ยิ่งๆ​ ​ขึ้นไป​ ​ด้วย​การเว้น​จาก​อทินนาทาน​ ​เว้น​จาก​กา​เมสุมิจฉาจาร​ ​เว้น​จาก​พูดเท็จ​ ​ส่อเสียด​ ​คำ​หยาบ​ ​เพ้อเจ้อ​ ​และ​ละอภิชฌา​ ​พยาบาท​ ​ละขาด​จาก​มิจฉาทิฏฐิ​

        ​จาก​นั้น​ต่างพา​กัน​ประพฤติปฏิบัติชอบ​ใน​มารดาบิดา​ ​ทำ​นุบำ​รุงสมณพราหมณ์​ ​ประพฤติตนอ่อนน้อมต่อท่าน​ผู้​ใหญ่​ใน​ตระกูล​  ​เมื่อกุศลกรรมบถ​อยู่​ใน​ใจของทุกคน​ ​ทำ​ให้​อายุขัยยืนยาวขึ้นไปอีก​ ​จาก​ ๒๐ ​ปี​ ​กลาย​เป็น​ ๔๐ ​ปี​ ๘๐ ​ปี​ ๑๖๐ ​ปี​ ๓๒๐ ​ปี​ ​ผิวพรรณวรรณะก็​เปล่งปลั่งผ่องใสขึ้นไปเรื่อยๆ​  ​ร่างกายแข็งแรง​ ​ไม่​เจ็บ​ ​ไม่​ป่วย​ ​ไม่​ไข้​ ​ทำ​ให้​อายุขัยยืนยาวขึ้นไปจน​ถึง​ ๒,๐๐๐ ​ปี​ ​ลูกของคน​ผู้​มีอายุ​ ๒,๐๐๐ ​ปี​ ​ก็มีอายุ​เจริญขึ้น​ถึง​ ๔,๐๐๐ ​ปี​ ​จาก​ ๔,๐๐๐ ​ปี​เป็น​ ๘,๐๐๐ ​ปี​ ​สมัย​นั้น​ฝนฟ้าตก​ต้อง​ตามฤดูกาล​ ​อากาศแจ่มใส​ ​ไม่​ร้อนเกินไป​ ​ไม่​หนาวเกินไป​ ​ข้าวปลาอาหารมีบริบูรณ์​ ​มนุษย์​ไม่​รบราฆ่าฟัน​กัน​

        เมื่อมนุษย์รักษาศีลบริสุทธิ์​ สภาพแวดล้อมรอบตัวย่อมบริสุทธิ์ตามไป​ด้วย​ ​ทำ​ให้​มีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้น​ถึง​ ๘,๐๐๐ ​ปี​ ​เด็กหญิงมีอายุอย่างน้อย​ ๕๐๐ ​ปี​ ​จึง​จะ​สมควรมีสามี​ได้​ ​มนุษย์​ใน​สมัย​นั้น​ไม่​เจ็บ​ ​ไม่​ป่วย​ ​ไม่​ไข้​ ​แต่มีอาพาธ​อยู่​ ๓ ​อย่าง​ ​ซึ่ง​ถือ​เป็น​เรื่องปกติของพวก​เขา​ ​คือ​ ​อยากกิน​ ​กับ​ไม่​อยากกิน​ ​และ​ความ​แก่ชราที่​เกิดขึ้น​ ​นี่คืออาพาธของมนุษย์สมัย​นั้น​ ​และ​กว่า​จะ​รู้ว่าตนเองแก่ตัวลง​แล้ว​ ​ต่อเมื่อมีอายุล่วง​เข้า​ ๖๐,๐๐๐ ​หรือ​ ๗๐,๐๐๐ ​ปี​ไป​แล้ว​ ​คือเกิดจนกระทั่งลืมแก่ลืมเจ็บ​กัน​ที​เดียว​ ​เพราะ​เขา​อายุยืน​กัน​มาก

        ​ด้วย​ความ​ที่ดิน​ ​ฟ้า​ ​อากาศสะอาดบริสุทธิ์ประดุจเทพนคร​ ​ทำ​ให้​มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวขึ้นไปเรื่อยๆ​ ​จนอายุขัยยาว​ถึง​ ๑๐๐,๐๐๐ ​ปี​ ​และ​ยาวนานจน​ถึง​อสงไขยปี​ซึ่ง​ถือว่า​เป็น​ช่วงกำ​หนดอายุของมนุษย์ชาวชมพูทวีปที่ยาวนานที่สุด​ ​ยาวกว่าอายุขัยของมนุษย์​ทั้ง​ ๓ ​ทวีป​ ​แต่ครั้นอายุสั้นก็​จะ​สั้นกว่าทวีป​อื่นๆ​ ​เหมือน​กัน​ ​จาก​นั้น​อายุขัยของมนุษย์ก็​จะ​ถอยกลับลงมา​ใหม่​ ​มาหยุด​อยู่​ระหว่าง​ ๘๐,๐๐๐ ​ปี

       *​สมัย​นั้น​เมืองพาราณสี​จะ​เป็น​ราชธานี​ ​ชื่อว่า​ ​เกตุมดี​ ​ใน​ชมพูทวีปนี้​จะ​มี​เมือง​ ๘๔,๐๐๐ ​เมือง​ ​มี​เกตุมดี​เป็น​ราชธานี​

        ​พระ​เจ้าจักรพรรดิพระนามว่า​ ​สังขะทรงอุบัติขึ้น​ ​พระองค์​เป็น​ผู้​ทรงธรรม​ ​เป็น​ใหญ่​ใน​แผ่นดิน​ ​มีมหาสมุทร​ทั้ง​สี่​เป็น​ขอบเขต​ ​มีราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์​ด้วย​แก้ว​ ๗ ​ประการ​ ​คือ​ ​จักรแก้ว​ ​ช้างแก้ว​ ​ม้า​แก้ว​ ​แก้วมณี​ ​นางแก้ว​ ​คฤหบดี​แก้ว​ ​และ​ปริณายกแก้ว​ ​พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน​ ​ล้วนกล้าหาญ​ ​มีรูปทรงสม​เป็น​วีรกษัตริย์​ ​สามารถ​ย่ำ​ยี​เสนาของข้าศึก​ได้​ ​พระองค์ทรงชนะ​โดย​ธรรม​ ​มิ​ต้อง​ใช้​อาชญา​ ​มิ​ต้อง​ใช้​ศัสตรา​ ​ทำ​ให้​บ้านเมือง​อยู่​เย็น​เป็น​สุขประดุจบนสรวงสวรรค์

        ​ใน​ยุค​นั้น​ ​พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เมตไตรย​ ผู้​มีบารมี​แก่รอบ​แล้ว​ ​จักเสด็จอุบัติขึ้น​ใน​โลก​ ​พระองค์​เป็น​พระอรหันต์​ ​ตรัสรู้​เอง​โดย​ชอบ​ ​พระองค์​จะ​ทรงทำ​โลกนี้พร้อมเทวโลก​ ​พรหมโลก​ให้​สว่างไสว​ด้วย​แสงแห่งธรรม​ ​และ​ทรงสอนหมู่สัตว์​ ​พร้อม​ทั้ง​สมณพราหมณ์​ ​เทวดา​ ​และ​มนุษย์​ให้​ตรัสรู้ตาม​ ​พระพุทธองค์​จะ​ทรงแสดงธรรมงดงาม​ใน​เบื้องต้น​ ​ท่ามกลาง​ ​และ​ใน​ที่สุด​ ​ประกาศพรหมจรรย์​ ​พร้อม​ทั้ง​อรรถ​และ​พยัญชนะ​ ​บริสุทธิ์บริบูรณ์​ 
 
        ​ส่วน​พระ​เจ้าสังขะจอมจักรพรรดิทรงมีกุศลจิตศรัทธา​ใน​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​จึง​ทรงสละทรัพย์สมบัติ​ส่วน​พระองค์​ ​บำ​เพ็ญมหาทานแด่สมณพราหมณ์​ ​คนกำ​พร้าคนเดินทาง​ ​ทรงบำ​เพ็ญมหาทาน​อยู่​ ๗ ​วัน​ ​จาก​นั้น​ทรงสละราชสมบัติ​ ​ทรงปลงพระ​เกศา​และ​พระมัสสุ​ ​ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์​ ​เสด็จออกผนวช​เป็น​บรรพชิต​ใน​ศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย​  ​เมื่อผนวช​แล้ว​ทรงตั้งพระทัยมั่น​ใน​การปรารภ​ความ​เพียร​ ​ใน​ที่สุดพระองค์ทรงสมปรารถนา​ ​ได้​บรรลุธรรม​เป็น​พระอรหันต์

        ​นี่คือยุคสมัยของ​ผู้​มีบุญ​ ​เป็น​ยุคที่​โลกธาตุสว่างไสวมาก​เป็น​พิ​เศษ​ ​เพราะ​มนุษย์​ทั้ง​โลกต่างรักษากุศลกรรมบถ​ ๑๐ ​ประการ​ ​ไม่​ฆ่าสัตว์​ ​ไม่​ลักขโมย​ ​ไม่​ประพฤติผิด​ใน​กาม​ ​ไม่​พูดเท็จ​ ​ไม่​พูดส่อเสียด​ ​ไม่​พูดคำ​หยาบ​ ​และ​ไม่​พูดเพ้อเจ้อ​ ​ทุกคนมีวาจาสัตย์​ ​มี​ความ​ไว้​วางใจ​กัน​และ​กัน​ ​อีก​ทั้ง​ไม่​คิดโลภอยาก​ได้​สิ่งของของคน​อื่น​ ​ไม่​คิดพยาบาทปองร้ายคน​อื่น​ ​และ​เป็น​ผู้​เห็นชอบตามทำ​นองคลองธรรม​ ​ทำ​ให้​ผู้​มีบุญมีบารมีลงมา​เกิด​กัน​มาก​ ​นรกประหนึ่งว่า​จะ​ร้าง​ ​ส่วน​บนสวรรค์​จะ​หนา​แน่นไป​ด้วย​เหล่า​เทพบุตรเทพธิดา​ ​สำ​หรับ​ผู้​ที่ตั้งใจปฏิบัติตามคำ​สอน​ ​ต่างบรรลุธรรมหมดกิ​เลส​เป็น​พระอรหันต์​ ​เข้า​สู่อายตนนิพพาน​กัน​มากมายนับ​ไม่​ถ้วน​

        ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ให้​รับรู้ว่า​ ​โลกของเรา​ยัง​ไม่​ถึง​กาลอวสานภาย​ใน​ปีสองปี​หรือ​ร้อยปีนี้​ ​โลกมี​เสื่อมถอยลง​ ​และ​เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามยุคสมัย​ ​อย่างไรก็ตามเรา​ไม่​ควรประมาท​ ​เพราะ​เรา​ไม่​รู้ว่า​ ​อันตรายของชีวิต​จะ​มา​ถึง​ตัวเมื่อไร​ ​ตั้งแต่​เกิดมามี​โอกาสลืมตามาดู​โลกก็มีอันตรายรอบด้าน​ ​และ​อายุขัย​ใน​ยุคสมัยนี้ก็สั้นเหลือเกิน​ ​ใครมีอายุ​เกิน​ ๗๕ ​ปี​ ​นับ​เป็น​โชคอันประ​เสริฐ​ ​สิ่งที่​จะ​มาต่อเติมเพิ่ม​ความ​มั่นใจ​ใน​ชีวิต​ ​ก่อนที่​จะ​ไม่​มี​โอกาสดำ​รงชีวิต​อยู่​บนโลกนี้อีกต่อไป​ ​คือ​ ​บุญกุศลนั่นเอง​  ​ดัง​นั้น​ ​ให้​ทุกท่านหมั่นสั่งสมบุญบารมี​ให้​เต็มที่​ ​เพราะ​ยุคนี้​เป็น​ยุคของนักสร้างบารมี​ ​อย่างพวกเราที่​เกิดมา​เพื่อสร้างบารมี​ ​และ​อย่าลืมนั่งธรรมะกลั่นใจของเรา​ให้​ใสบริสุทธิ์​เป็น​ประจำ​ทุกวัน
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)
 
*(มก​.​จักกวัตติสูตร​  ​เล่ม​ ๑๕ ​หน้า​ ๑๑๙)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet