มงคลที่​ ๑๕

บำ​เพ็ญทาน
ทำ​อย่างไร​ได้​อย่าง​นั้น

ดวงจันทร์ปราศ​จาก​มลทิน​ ​เดินไป​ใน​อากาศย่อมสว่างกว่าหมู่ดาว​ทั้ง​ปวง​ใน​โลก​ด้วย​รัศมี​ ​ฉัน​ใด​
บุคคล​ผู้​สมบูรณ์​ด้วย​ ​ศีล​ ​มีศรัทธา​ ​ก็ฉัน​นั้น​ ​ย่อมไพโรจน์กว่า​ผู้​ตระหนี่​ทั้ง​ปวง​ใน​โลก​ด้วย​จาคะ

        ​การไปสู่อายตนนิพพานเปรียบเสมือนการเดินทาง​ไกล​ ​จำ​เป็น​จะ​ต้อง​มี​เสบียงคือบุญ​ ​เป็น​เครื่องสนับสนุน​ให้​เรา​ได้​สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย​ ​พระ​โพธิสัตว์​เจ้าทุกๆ​ ​พระองค์​ได้​สร้างบารมี​ ๓๐ ​ทัศจนเต็มเปี่ยมบริบูรณ์​ ​ใน​ที่สุดก็​ได้​ตรัสรู้​เป็น​พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​เพราะ​อาศัยบุญอย่างเดียว​เท่า​นั้น​ ​ดัง​นั้น​บุญ​จึง​เป็น​เรื่อง​ใหญ่​ ​เป็น​เรื่องที่สำ​คัญที่สุดของชีวิต​ ​เป็น​สิ่งที่​เราควร​จะ​สั่งสม​กัน​ทุกคน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​ ​สุมนสูตร​ ​ว่า

        "ดวงจันทร์ปราศ​จาก​มลทิน​ ​เดินไป​ใน​อากาศย่อมสว่างกว่าหมู่ดาว​ทั้ง​ปวง​ใน​โลก​ด้วย​รัศมี​ ​ฉัน​ใด​ ​บุคคล​ผู้​สมบูรณ์​ด้วย​ ​ศีล​ ​มีศรัทธา​ ​ก็ฉัน​นั้น​ ​ย่อมไพโรจน์กว่า​ผู้​ตระหนี่​ทั้ง​ปวง​ใน​โลก​ด้วย​จาคะ​ ​เมฆที่ลอยไปตามอากาศ​ ​มีสายฟ้าปลาบแปลบ​ ​มีช่อตั้งร้อย​ ​ตกรดแผ่นดินเต็มที่ดอน​และ​ที่ลุ่ม​ ​ฉัน​ใด​ ​สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ผู้​สมบูรณ์​ด้วย​ทัสสนะ​ ​เป็น​บัณฑิต​ ​ก็ฉัน​นั้น​ ​ย่อมข่ม​ผู้​ตระหนี่​ได้​ด้วย​ฐานะ​ ๕ ​ประการ​ ​คือ​ ​อายุ​ ​วรรณะ​ ​สุข​ ​ยศ​ ​และ​เปี่ยม​ด้วย​โภคะ​ ​ย่อมบันเทิงใจ​ใน​สวรรค์​ ​ใน​ปรโลก"

        ​มนุษย์ทุกคนที่​เกิดมา​ใน​โลกนี้​ ​ไม่​ว่า​จะ​ยากดีมีจน​ ​มี​เชื้อชาติ​ ​ศาสนา​หรือ​เผ่าพันธุ์​ใด​ก็ตาม​ ​ล้วนปรารถนา​ความ​สุข​ ​เกลียดชัง​ความ​ทุกข์​ ​ความ​สุขที่​แต่ละคน​ได้​รับ​ใน​ปัจจุบันก็​ไม่​เท่า​กัน​ ​บางคนเกิดมา​ใน​ตระกูลสูง​ ​มีฐานะทางครอบครัวดี​ ​มีชีวิตเจริญรุ่งเรืองก็มี​ความ​สุขมาก​ ​แต่บางคนเกิดมา​ใน​ตระกูลต่ำ​มีฐานะ​ไม่​มั่นคง​ ​ชีวิตลุ่มๆ​ ​ดอนๆ​ ​ก็มี​ความ​ทุกข์มาก

        ​ทั้ง​นี้​เป็น​เพราะ​การประกอบเหตุ​ใน​อดีต​ ​ถ้า​ใครสั่งสมบุญ​ไว้​มาก​ ​จะ​ได้​รับ​ความ​สุขมาก​ ​ใครสั่งสมบุญมาน้อย​ ​ก็​ได้​รับ​ความ​สุขน้อย​ ​บุญ​เป็น​ชื่อของ​ความ​สุข​ ​ใน​พระพุทธศาสนา​ ​มีบุญกิริยาวัตถุ​ ๑๐ ​อย่าง​ ​โดย​ย่อเรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ​ ๓ ​คือ​ ​การทำ​ทาน​ ​รักษาศีล​ ​และ​การเจริญภาวนา​
 
        ​การที่บุคคล​ถึง​พร้อม​ด้วย​โภคทรัพย์สมบัติ​ ​เพราะ​เขา​สั่งสมการ​ให้​ทานมามาก​ ​การ​ถึง​พร้อม​ด้วย​รูปสมบัติ​ ​เพราะ​ได้​รักษาศีลมาอย่างดี​ ​การ​เป็น​ผู้​มีสติปัญญา​เฉลียวฉลาด​ ​เพราะ​ได้​เจริญสมาธิภาวนามามาก

        ​เรา​จะ​สังเกตว่าบรรพบุรุษของเราทุกยุคทุกสมัย​ ​ได้​ดำ​เนินชีวิตตามหลักของทาน​ ​ศีล​และ​ภาวนา​กัน​มาอย่างต่อ​เนื่อง​ ​จนทำ​ให้​ประ​เทศไทยมี​แต่​ความ​สงบสุข​ ​ความ​อุดมสมบูรณ์ตลอดมา​ ​แต่​ใน​ปัจจุบันเรา​ให้​ความ​สนใจทางด้านวัตถุมากกว่า​ ​จนลืมพัฒนาจิตใจของตน​ ​ทำ​ให้​ประมาท​ใน​การสั่งสมบุญ

        ​บางคนมี​ความ​เข้า​ใจ​ไม่​ถูก​ต้อง​ คิดว่าบุญบาป​ไม่​มี​ ​เพราะ​เป็น​สิ่งที่มอง​ไม่​เห็น​ ​จึง​ไม่​เชื่อเรื่องบุญกุศล​ ​แต่​ผู้​รู้​ทั้ง​หลาย​ ​ได้​พิสูจน์​แล้ว​ว่า​ ​บุญบาปมีจริง​ ​เป็น​ของละ​เอียดที่รู้​เห็น​ได้​ด้วย​ธรรมกาย​เท่า​นั้น​ ​สิ่งที่ละ​เอียดลึกซึ้งเกินกว่าวิสัยของปุถุชน​จะ​คิดเอง​ได้​ ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​ควรคิด​ ​เป็น​อจินไตย​ ​ดังที่พระพุทธองค์ตรัส​ไว้​ว่า​ ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​อจินไตย​ ๔ ​อย่างนี้​ ​ไม่​ควรคิด​ ​ผู้​ใด​คิด​ ​ผู้​นั้น​พึงมี​ส่วน​แห่ง​ความ​เป็น​บ้า​ ​ได้​รับ​ความ​ลำ​บากเปล่า​"

        ​ใน​อจินติตสูตรกล่าว​ถึง​อจินไตย​ ๔ ​อย่าง​ ​ได้​แก่​
 
        พุทธวิสัย​ คือ​เป็น​วิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​เท่า​นั้น​ ​เช่น​ ​การแสดงปาฏิหาริย์ของพระองค์​ ​เป็น​ต้น​
 
        ​อย่างที่​ ๒ ​คือ​ ฌานวิสัย ​เป็น​วิสัยของ​ผู้​มีฌาน​ ​เช่น​ ​การเหาะ​เหินเดินอากาศ​ ​เป็น​ต้น​
 
        ​อย่างที่​ ๓ ​คือ​ วิบากแห่งกรรม ​เป็น​ผลของการกระทำ​ ​ถ้า​ทำ​บุญย่อม​ได้​รับผลของบุญ​ ​ถ้า​ทำ​บาปย่อม​ได้​รับผลของบาป​
 
        ​ประการสุดท้าย​ ​คือ ​โลกจินดา ​คือ​ความ​คิด​ใน​เรื่องของโลก​ ​เช่นใคร​เป็น​ผู้​สร้างโลก​ ​ใคร​เป็น​ผู้​สร้างดวงอาทิตย์​ ​เป็น​ต้น

        ​เรื่องอจินไตย​ไม่​สามารถ​รู้​ได้​ด้วย​การคิด​ ​แต่รู้​ได้​ด้วย​ญาณทัสสนะ​และ​เห็น​ได้​ด้วย​ธรรมจักษุของธรรมกาย​ ​คล้าย​กับ​การรักษา​โรค​ใน​สมัยก่อน​ ​ซึ่ง​แต่​เดิม​ไม่​รู้ว่า​โรคต่างๆ​ ​เกิดมา​จาก​สา​เหตุอะ​ไร​ ​เพราะ​เรา​ไม่​เห็นเชื้อโรค​ด้วย​ตา​เปล่า​ ​ต่อมา​เมื่อมีกล้องจุลทรรศน์​ ​เรา​จึง​มองเห็นตัวของเชื้อโรค​ได้​ ​บุญ​และ​บาปก็​เช่นเดียว​กัน​ ​เป็น​ของละ​เอียด​ ​เรามอง​ไม่​เห็น​ด้วย​ตามนุษย์​ ​แต่​เห็น​ได้​ด้วย​ตาของธรรมกาย

        ​ผู้​ที่​เข้า​ถึง​ธรรมกาย ​จึง​จะ​ซาบซึ้งเรื่องของบุญ​และ​บาป​ ​จะ​เข้า​ใจแจ่มแจ้ง​ใน​เรื่องของกฎแห่งกรรม​ ​เพราะ​พระพุทธศาสนา​ ​เป็น​เรื่องของเหตุ​และ​ผล​ ​บุคคลประกอบเหตุอย่างไร​ ​ย่อม​ได้​รับผลเช่น​นั้น​ ​เหมือนปลูกถั่วย่อม​ได้​ถั่ว​ ​ปลูกงาย่อม​ได้​งา​ ​พระ​-​สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องผลของบุญ​ไว้​ใน​สุมนสูตรว่า

        *​ใน​สมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​มีภิกษุ​ ๒ ​รูป​ ​เป็น​เพื่อนรัก​กัน​ ​ทั้ง​สองมีศีลที่บริสุทธิ์​และ​มีปัญญาที่อบรมมาดี​แล้ว​เสมอ​กัน​ ​รูปหนึ่งมีนิสัยชอบ​ให้​ทานเสมอ​ ​เมื่อท่าน​ได้​รับไทยธรรม​จาก​ญาติ​โยม​ ​มัก​จะ​แบ่งปัน​ให้​ภิกษุรูป​อื่นๆ​ ​และ​ชอบชักชวนเพื่อนภิกษุ​ด้วย​กัน​ให้​ทำ​ทาน​ ​แต่​เพื่อนอีกรูปหนึ่ง​ไม่​เห็น​ด้วย​ ​จึง​ไม่​ชอบ​ให้​ทาน​ ​เพราะ​คิดว่า​ ​การที่​เอา​ไทยธรรมของญาติ​โยมไป​ให้​ผู้​อื่น​เป็น​การทำ​ลายศรัทธาของโยม​ ​และ​เป็น​พระ​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​ให้​ทานเหมือนญาติ​โยมก็​ได้​ ​เพราะ​พระภิกษุดำ​รง​อยู่​ใน​สถานะของ​ผู้​รับ​ 

        ​ต่อมา​ ​เมื่อภิกษุ​ทั้ง​สองรูปมรณภาพ​แล้ว​ ​ได้​ไปบังเกิด​ใน​เทวโลก​ ​พระภิกษุที่​ให้​ทาน​เป็น​ประจำ​มีวิมาน​ใหญ่​โต​ ​มีรัศมีกายสว่างไสวมาก​ ​มีอายุ​ ​วรรณะ​ ​สุขะ​ ​ยศ​และ​อธิปไตย​ ​คือ​ ​ความ​เป็น​ใหญ่​ที่​เป็น​ทิพย์​เหนือกว่าพระภิกษุที่​ไม่​ได้​ให้​ทาน​ ​ทั้ง​สองเวียนว่ายตายเกิด​ใน​โลกมนุษย์​และ​เทวโลก​อยู่​หนึ่งพุทธันดร

        ​เมื่อมา​ถึง​สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา​ ​ท่าน​ทั้ง​สอง​ ​ลงมา​เกิดพร้อม​กัน​ ​ภิกษุรูปที่ชอบ​ให้​ทานเกิด​เป็น​โอรสของพระ​เจ้าปเสนทิ​โกศล​ ​เมื่อประสูติ​ได้​บรรทม​อยู่​ใน​พระอู่ทองภาย​ใต้​เศวตฉัตร​ ​ส่วน​อีกรูปหนึ่งเกิด​เป็น​ลูกของนางสนม​ ​นอน​อยู่​ใน​เปลธรรมดาข้างๆ​ ​พระ​โอรส​นั้น​ ​ด้วย​เหตุที่​เด็ก​ทั้ง​สอง​เป็น​ผู้​มีบุญมา​เกิด​ ​จึง​สามารถ​ระลึกชาติ​ได้​ ​รู้​ถึง​เหตุ​ใน​อดีตที่ส่งผลมา​ถึง​ปัจจุบันชาตินี้

        ​พระกุมาร​จึง​กล่าวว่า ​"​เพราะ​ท่าน​ไม่​เชื่อคำ​ชักชวนของเรา​ ​ว่า​ให้​หมั่นบำ​เพ็ญทาน​ ​ท่าน​จึง​ไม่​ได้​สมบัติที่ประณีตเช่นเรา​" 
 
        ​ส่วน​ลูกของนางสนมตอบว่า​ "ท่านรู้​อยู่​แล้ว​มิ​ใช่​หรือ​ ​ว่าสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ ​ทั้ง​ปวง​เป็น​เพียงแค่ปฐวีธาตุ​ ​จะ​มัวไปยึดมั่นถือมั่น​กัน​ทำ​ไม"

        ​บังเอิญพระนางสุมนา​ซึ่ง​เป็น​พี่สาวของพระกุมารน้อย​ ​ได้​ยินคำ​สนทนาของทารก​ทั้ง​สอง​ ​ด้วย​ความ​แปลกใจ​และ​คิดว่าน้องชายคง​เป็น​ผู้​มีบุญมาก​ ​จึง​สามารถ​พูด​ได้​ตั้งแต่​ยัง​เป็น​ทารก​ ​และ​สงสัย​ใน​คำ​สนทนา​นั้น​มาก​ ​จึง​รีบไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า​
 
        "ข้า​แต่พระองค์​ผู้​เจริญ​ ​ถ้า​สาวกของพระองค์​ ๒ ​คน​ ​มีศรัทธา​ ​มีศีล​ ​มีปัญญา​เท่า​กัน​ ​คนหนึ่งทำ​ทานกุศล​ ​แต่อีกคนหนึ่ง​ไม่​ได้​ทำ​ ​คน​ทั้ง​สอง​นั้น​เมื่อตายไป​แล้ว​ ​ไปบังเกิด​ใน​สวรรค์​ ​เป็น​เทวดา​เหมือน​กัน​ ​จะ​มี​ความ​พิ​เศษแตกต่าง​กัน​หรือ​ไม่​" 
 
        ​พระพุทธองค์ทรงตอบว่า​ "สุมนา​ ​คน​ทั้ง​สอง​จะ​มี​ความ​พิ​เศษแตกต่าง​กัน​ ​คือ​ผู้​ที่​ให้​ทาน​ ​ย่อม​ได้​รับสมบัติอัน​เป็น​ทิพย์​เลิศกว่า​ผู้​ไม่​ทำ​ทาน​ ​ด้วย​อายุ​ ​วรรณะ​ ​สุขะ​ ​ยศ​และ​อธิปไตย​ ​คือ​ความ​เป็น​ใหญ่​"

        ​พระนางสุมนา​ได้​ทูลถามต่อว่า​ "​ถ้า​เทวดา​ทั้ง​สองจุติ​จาก​เทวโลกมาสู่​ความ​เป็น​มนุษย์​ ​คน​ทั้ง​สอง​จะ​มี​ความ​พิ​เศษแตกต่าง​กัน​หรือ​ไม่​" 
 
        ​พระองค์ทรงตอบว่า​ "สุมนา​ ​คน​ทั้ง​สอง​นั้น​ ​ย่อมมี​ความ​พิ​เศษแตกต่าง​กัน​ ​คือ​ผู้​ทำ​ทานกุศล​ ​หาก​เป็น​มนุษย์​จะ​ได้​รับสิ่งที่​เลิศกว่า​ผู้​ไม่​ทำ​ทานกุศล​ ​ด้วย​เหตุ​ ๕ ​ประการ​ ​คือ​ ​อายุ​ ​วรรณะ​ ​สุขะ​ ​ยศ​และ​อธิปไตยที่​เป็น​มนุษย์​ "

        ​พระนางสุมนาทูลถามต่อว่า ​"​ถ้า​คน​ทั้ง​สองออกบวช​เป็น​บรรพชิตเหมือน​กัน​ ​จะ​มี​ความ​พิ​เศษแตกต่าง​กัน​หรือ​ไม่​" 
 
        ​ทรงตอบว่า​ "คน​ทั้ง​สอง​นั้น​ย่อมมี​ความ​พิ​เศษแตกต่าง​กัน​ ​คือคนที่ทำ​ทานกุศล​ ​เมื่อ​เป็น​บรรพชิต​ ​จะ​สมบูรณ์พร้อม​ด้วย​ปัจจัย​ ๔ ​ที่​เลิศกว่าคนที่​ไม่​ทำ​ทานกุศล​ ​และ​เพื่อนสหธรรมิกก็​จะ​นำ​แต่​ความ​สุขมา​ให้​"

        ​พระนางสุมนาทูลถามต่อไปอีกว่า ​"​ถ้า​คน​ทั้ง​สอง​นั้น​บรรลุอรหัตผลเหมือน​กัน​ ​จะ​มี​ความ​พิ​เศษแตกต่าง​กัน​หรือ​ไม่​" 
 
        ​พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า​ "​เรา​ไม่​กล่าวว่ามี​ความ​แตกต่าง​กัน​ ​เพราะ​ทั้ง​สอง​เป็น​ผู้​หลุดพ้น​แล้ว"

        ​พระนางสุมนาฟัง​แล้ว​เกิด​ความ​ปีติท่วมท้น​ ​ได้​อุทานว่า​ "ข้า​แต่พระองค์​ผู้​เจริญ​ ​ช่างน่าอัศจรรย์จริงหนอ​ ​สมควร​แล้ว​ที่ทุกคนควร​จะ​ให้​ทาน​ ​ควร​จะ​ทำ​บุญ​ ​เพราะ​บุญมีอุปการะ​แก่มนุษย์​ ​แก่​เทวดา​และ​บรรพชิต" 
 
        ​พระพุทธองค์ตรัสรับว่า​ "อย่าง​นั้น​ ​แหละสุมนา​ ​สมควรแท้ที่คน​ทั้ง​หลาย​จะ​ให้​ทาน​และ​ทำ​บุญ​ ​เพราะ​บุญมีอุปการะมาก"

        ​ฉะ​นั้น​ ​บุญ​เป็น​สิ่งที่ควรกระทำ​อย่างยิ่ง​ ​ตราบ​ใด​ที่​เรา​ยัง​ไม่​หมดกิ​เลส​ ​ยัง​ต้อง​เวียนว่ายตายเกิด​ใน​วัฏสงสาร​ ​จึง​ไม่​ควรที่​จะ​ประมาท​ใน​การดำ​เนินชีวิต​ ​ควรหมั่นสั่งสมบุญ​ ​ด้วย​การ​ให้​ทานอย่างสม่ำ​เสมอ​ ​รักษาศีล​ให้​บริสุทธิ์​และ​หมั่นเจริญภาวนา​ ​ทำ​ใจของเรา​ให้​หยุดนิ่ง​อยู่​ที่ศูนย์กลางกายฐานที่​ ๗  ​เมื่อใจของเราหยุดนิ่งถูก​ส่วน​ ​กระ​แสบุญก็​เกิดขึ้น​ใน​กลางกาย​ ​จะ​บันดาล​ให้​เราสำ​เร็จสมปรารถนาทุกอย่าง​ทั้ง​ทางโลก​และ​ทางธรรม​ 
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)
 
*​มก​. ​สุมนสูตร​ ​เล่ม​ ๓๖ ​หน้า​ ๖๐ 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สาูธุค่ะ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-01-29 22:59