มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
เวลาอันทรงคุณค่ายิ่ง

        ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน​เป็น​ผู้​รู้​ ​ผู้​ตื่น​ ​ผู้​เบิกบาน​ ​ผู้​บริสุทธิ์หลุดพ้น​แล้ว​จาก​กิ​เลสอาสวะ​ ​สำ​หรับพระองค์​นั้น​กิจที่​จะ​ทำ​ยิ่งกว่านี้​ไม่​มีอีก​แล้ว​ ​พวกเราก็​เช่นเดียว​กัน​ควร​จะ​ดำ​เนินชีวิตตามแบบอย่างของพระพุทธองค์​ ​โดย​มุ่งทำ​ความ​บริสุทธิ์​ ​กาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ ​เป็น​อันดับแรก​  ​ส่วน​เรื่อง​อื่น​ให้​เป็น​เรื่องรองลงมา​ ​เรามีกิจที่​จะ​ต้อง​ทำ​เพื่อรู้​แจ้ง​ให้​ได้​ว่า​ ​เรา​เกิดมา​จาก​ไหน​ ​เกิดมาทำ​ไม​ ​อะ​ไรคือเป้าหมายของชีวิต​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​เราควรหมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจ​ให้​หยุด​ให้​นิ่ง​ ​จนกระทั่ง​เข้า​ถึง​ผู้​รู้​แจ้งภาย​ใน​ ​คือ​ ​พระธรรมกาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​ ​สังยุตตนิกาย​ ​สคาถวรรค​ ​ว่า

“​อจฺ​เจนฺติ​ ​กาลา​ ​ตรยนฺติ​ ​รตฺติ​โย​        ​วโยคุณา​ ​อนุปุพฺพํ​ ​ชหนฺติ
เอตํ​ ​ภยํ​ ​มรเณ​ ​เปกฺขมา​โน​        ​ปุญฺญานิ​ ​กยิราถ​ ​สุขาวหานิ

        ​กาล​ทั้ง​หลายย่อมล่วงไป​ ​ราตรี​ทั้ง​หลายย่อมผ่านไป​ ​ชั้นแห่งวัยย่อมละลำ​ดับไป​  ​บุคคลเมื่อเล็งเห็นภัยนี้​ใน​มรณะ​ ​พึงทำ​บุญ​ทั้ง​หลายอันนำ​สุขมา​ให้​”

        ​กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป​ ​พร้อมพา​เอา​ความ​แข็งแรงของร่างกาย​ ​ความ​สดชื่นของผิวพรรณ​ ​อีก​ทั้ง​สติปัญญา​ความ​ทรงจำ​ให้​เสื่อมไป​ ​ถ้า​เรา​ไม่​สร้างบารมี​ ​ชีวิตที่มี​อยู่​ก็​แก่​ไปฟรีๆ​  ​ผู้​มีปัญญาต่างรีบขวนขวายสร้างบารมีทำ​ความ​บริสุทธิ์​ให้​เกิดขึ้น​ ​เพราะ​ชีวิต​ใด​เล่า​จะ​ประ​เสริฐ​เท่า​กับ​การเกิดมา​ ​และ​ได้​เติม​ความ​บริสุทธิ์​ให้​กับ​ตนเองตลอดเวลา​ ​บัณฑิตนักปราชญ์​จึง​สรรเสริญชีวิตเช่นนี้​ ​ว่า​เป็น​ชีวิตของ​ผู้​รู้อันประ​เสริฐ​ ​แม้​จะ​ถูกขัดขวาง​ใน​การทำ​ความ​ดีขนาดไหนก็ตาม​ ​ท่าน​ยัง​คงมีมโนปณิธาน​ใน​การประพฤติธรรม​ให้​บริสุทธิ์อย่างแน่วแน่

        ​ดังเรื่อง​ใน​อดีตกาล​ ​มีพระราชาพระองค์หนึ่งพระนามว่า “​เอสุการี​”  ​พระองค์มีปุ​โรหิต​เป็น​สหายรักตั้งแต่ครั้ง​ยัง​ทรงพระ​เยาว์​ ​ทั้ง​พระราชา​และ​ปุ​โรหิตต่าง​ไม่​มีพระ​โอรสที่​จะ​สืบสกุล​  ​วันหนึ่ง​ ​พระราชา​และ​ปุ​โรหิตปรึกษาหารือ​กัน​ว่า​ ​ถ้า​หากบุตรของใครเกิดก่อน​ ​บุตรของคน​นั้น​จะ​ได้​ครอบครองราชสมบัติ

        ​ต่อมาปุ​โรหิต​ได้​พบหญิง​ซึ่ง​อยู่​นอกเมือง​ ​นางมีบุตร​ถึง​ ๗ ​คน​ ​บุตร​ทั้ง​หมดล้วน​ไม่​มี​โรคภัยไข้​เจ็บเบียดเบียน​ ​ปุ​โรหิต​ได้​ถามนาง​ถึง​สา​เหตุ​ ​นาง​ไม่​รู้​จะ​ตอบว่าอย่างไร​  ​ครั้นเหลือบไปเห็นต้นไทร​ใหญ่​ต้นหนึ่ง​ ​จึง​ตอบว่า​ ​ได้​บวงสรวงขอบุตร​จาก​เทพยดา​ ​ที่สิงสถิต​อยู่​ที่ต้นไทรนี้

ปุ​โรหิต​จึง​เดินตรงไป​ยัง​ต้นไทรทันที​ ​จับกิ่งไทรเขย่า​ ​พลางขู่รุกขเทวดาว่า​  “​ถ้า​ไม่​ยอม​ให้​พระ​โอรสแก่พระราชา​ ​จาก​นี้​ไปอีก​ ๗ ​วัน​ ​จะ​ให้​คนมาฟันต้นไทรทิ้ง​”  ​ปุ​โรหิตมาพูดขู่ที่ต้นไทรนี้ทุกวัน​ 
 
ครั้น​ถึง​วันที่​ ๖ ​ก็ขู่ว่า “​ท่านรุกขเทวดา​ ​เหลือเวลาอีกเพียงราตรี​เดียว​เท่า​นั้น​ ​ถ้า​ท่าน​ไม่​ยอม​ให้​โอรสแก่พระราชา​ ​พรุ่งนี้​เรา​จะ​ให้​คนมาตัดต้นไทร​”

        ​รุกขเทวดากลัวว่า​จะ​ไม่​มีที่​อยู่​ ​จึง​ไป​ยัง​สำ​นักของท้าวมหาราช​ ​มีท้าวเวสสวัณปกครองยักษ์​ ​ท้าวธตรฐปกครองคนธรรพ์​และ​วิทยาธร​ ​ท้าววิรุฬปักษ์ปกครองนาค​ ​ท้าววิรุฬหกปกครองครุฑ​ ​พลางขอร้อง​ให้​ท้าวมหาราช​ทั้ง​สี่​ช่วย​เหลือตน​ด้วย​ ​แต่​ได้​รับการปฏิ​เสธ​เพราะ​ไม่​สามารถ​ช่วย​ได้​ ​ใน​ที่สุด​จึง​ไป​เข้า​เฝ้าพระอินทร์​ ​พระอินทร์ทรงใคร่ครวญดู​ ​ทอดพระ​เนตรเห็นเทพบุตร​ ๔ ​องค์​ ​เป็น​ผู้​มีบุญมาก​ ​จึง​มีพระบัญชา​ให้​เทพบุตร​ทั้ง​สี่ลงมา​เกิด​ใน​มนุษยโลก​ ​เทพบุตรเหล่า​นั้น​ได้​ฟังเทวบัญชา​ ​ต่างพา​กัน​กราบทูลว่า​ ​จะ​ไม่​ขอเกิด​ใน​ราชตระกูล​ ​แต่​จะ​ไปเกิด​ใน​บ้านของท่านปุ​โรหิต​ ​เพื่อ​จะ​ได้​ออกบวช​ได้​สะดวกขึ้น

        ​รุ่งขึ้น​ ​ปุ​โรหิตสั่งราชบุรุษ​ให้​ไปตัดต้นไทร​ ​รุกขเทวดารีบออกมาปรากฏตัว​ ​พลางพูด​ด้วย​เสียงอันไพเราะว่า​ “​ท่านปุ​โรหิต​ ​บุตรคนเดียว​จะ​เป็น​ไรไป​ ​เรา​จะ​ให้​บุตรท่าน​ถึง​ ๔ ​คน​ ​แต่บุตรเหล่านี้​ไม่​ปรารถนาที่​จะ​ครองสมบัติ​ ​จะ​ออกบวช​กัน​หมด​”  ​ปุ​โรหิตดี​ใจมากที่​จะ​ได้​บุตร​ ​จึง​เลิก​ความ​คิดที่​จะ​โค่นต้นไทรทิ้ง

        ​หลัง​จาก​นั้น​เทพบุตร​ทั้ง​สี่​ได้​ลงมา​เกิดตามลำ​ดับ​ ​ปุ​โรหิตตั้งชื่อคนแรกว่า​ “​หัตถิปาละ​”  ​และ​มอบ​ให้​นายควาญช้างเลี้ยง​ไว้​ ​เพื่อป้อง​กัน​ไม่​ให้​ออกบวช​ ​คนที่​ ๒ ​ตั้งชื่อว่า “​อัสสปาละ​”  ​มอบ​ให้​คนเลี้ยงม้า​เป็น​ผู้​ดู​แล​ ​คนที่​ ๓ ​ตั้งชื่อว่า “​โคปาละ​”  ​มอบ​ให้​คนเลี้ยงโค​เป็น​ผู้​ดู​แล​ ​คนที่​ ๔ ​ตั้งชื่อว่า “​อชปาละ​”  มอบ​ให้​คนเลี้ยงแพะ​เป็น​ผู้​ดู​แล​ ​ปุ​โรหิต​ได้​อาราธนานักบวช​ทั้ง​หมดออก​จาก​แว่นแคว้น​ ​เพื่อ​ไม่​ให้​บุตรเห็นบุคคลเหล่า​นั้น​ ​ด้วย​เกรง​จะ​ตามออกบวช​กัน​หมด

        ​ต่อมา​เมื่อ​ทั้ง​สี่​เติบโต​เป็น​หนุ่ม​  ​พระราชา​และ​ปุ​โรหิตใคร่​จะ​ทดสอบว่า​  ​เมื่อ​ทั้ง​สี่​เห็นนักบวช​แล้ว​ ​จะ​รู้สึกอย่างไร​ ​ทั้ง​สอง​จึง​ได้​ปลอมตัว​เป็น​ฤๅ​ษี​เดินผ่านโรงช้าง​ ​ทันทีที่หัตถิปาละ​เห็น​ ​เขา​บังเกิด​ความ​เลื่อมใส​ ​รีบ​เข้า​มากราบไหว้​ ​และ​น้อมนำ​สิ่งของมีค่า​เพื่อ​ให้​ทาน​ ​จนฤๅ​ษีปลอม​ต้อง​รีบแสดงตัวว่า​ ​เป็น​พระราชา​และ​ปุ​โรหิต​ผู้​เป็น​บิดาของหัตถิปาละ​ ​พลางแนะนำ​ให้​บุตรรีบศึกษาหา​ความ​รู้​และ​อยู่​สืบราชสมบัติต่อไป​ ​แต่หัตถิปาละตอบปฏิ​เสธ​โดย​ให้​เหตุผลว่า​ “​วิชา​ใน​ทางโลก​เป็น​ของ​ไม่​จริง​ ​ลาภสักการะ​เป็น​ของ​ไม่​เที่ยง​ ​สัตบุรุษ​ทั้ง​หลายสรรเสริญการ​ไม่​ถือมั่นเพื่อ​ความ​หลุดพ้น​”

        ​พระราชาทรงอ้อนวอนขอร้องเพื่อ​ให้​เขา​อยู่​ครองราชสมบัติ​ ​แต่​ไม่​เป็น​ผลสำ​เร็จ​ ​จึง​ไปหาบุตรคนที่​เหลือตามลำ​ดับ​ ​และ​ได้​รับการปฏิ​เสธหมด​ ​ทุกคนต่างยืนยันหนักแน่นว่า​ ​จะ​ออกบวช​  ​พระราชา​และ​ปุ​โรหิตรู้สึกผิดหวัง​ใน​บุตร​ทั้ง​สี่มาก

        ​บุตร​ทั้ง​สี่​ได้​กล่าวว่า​ “​ข้า​แต่มหาราชเจ้า​ ​พวกข้าพระองค์ปรารถนา​จะ​บวชมานาน​แล้ว​ ​ใคร่ครวญหาทางบรรพชาดังเช่นคนหา​โคที่หายไป​ ​กรรมดีควรรีบทำ​ใน​วันนี้​ ​ไม่​ควรผลัดวันประ​กัน​พรุ่ง​ ​ถ้า​บุคคล​ใด​ผลัดวันประ​กัน​พรุ่ง​ ​บุคคล​นั้น​ย่อมเสื่อม​จาก​การงาน​”

        ​แม้อชปาลกุมาร​ซึ่ง​เป็น​บุตรคน​เล็ก​ของปุ​โรหิต​ ​ก็​ยัง​มี​ใจเด็ดเดี่ยวเกินวัย​ ​ได้​กล่าวเตือนพระราชา​และ​บิดาว่า​ “​ธรรมดาสัตว์​ทั้ง​หลายย่อมตาย​ใน​วัยเด็กก็มี​ ​ตอนแก่ก็มี​ ​ความ​ตาย​ไม่​มี​เครื่องหมายบอกว่า​ ​ผู้​ใด​จะ​ตายเวลา​ใด​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ข้าพระองค์​จะ​บวชเดี๋ยวนี้​แหละ​”  ​จาก​นั้น​ทั้ง​สี่พี่น้องพร้อม​ด้วย​บริวารต่างพร้อมใจ​กัน​ออกบวช​ทั้ง​หมด

        ​รุ่งขึ้น​ ​พราหมณ์ปุ​โรหิตคิดว่า​ “​บุตร​ทั้ง​หมดของเราบวช​แล้ว​ ​เรา​อยู่​ไปก็​เหมือนตอไม้ที่​ไม่​มียอด​”  ​จึง​ได้​ชวนภรรยา​  ​พระราชา​และ​พระมเหสีออกบวชพร้อม​กัน​หมด​ ​แม้ข้าราชบริพารก็ออกบวช​กัน​หมด​ ​ไม่​เว้นแม้​แต่คนเดียว
หัตถิปาลกุมารบวช​แล้ว​ได้​บรรลุฌานสมาบัติ​ ​และ​สั่งสอนบริวาร​ทั้ง​หมดประมาณ​ ๑๒ ​โยชน์​ให้​ได้​บรรลุธรรมตาม​ด้วย​ ​ทั้ง​บิดามารดา​  ​พระราชา​และ​พระมเหสีต่าง​ได้​บรรลุฌานสมาบัติ​ ​พา​กัน​บำ​เพ็ญสมณธรรม​อยู่​ใน​ป่าหิมพานต์​ ​แม้​แต่พระราชาต่างเมืองเมื่อรู้ข่าวอัน​เป็น​มงคลนี้​ ​ต่างพร้อมใจ​กัน​ออกบวชตาม​ถึง​ ๖ ​พระองค์​ ​รวม​ทั้ง​บริวาร​ด้วย​   ​เมื่อ​ทั้ง​หมดบวช​แล้ว​ ​ต่าง​เป็น​ผู้​ไม่​ประมาท​ใน​การบำ​เพ็ญสมณธรรมจน​ได้​บรรลุฌานสมาบัติ​ ​ละ​โลก​แล้ว​ ​ได้​ไปบังเกิด​ใน​พรหมโลก​ ​มี​ความ​สุข​อยู่​ใน​สุคติภูมิ​กัน​ทุกคน
 
        ​บัณฑิตนักปราชญ์​ใน​กาลก่อน​ ​ล้วน​เป็น​ผู้​ไม่​ประมาท​ใน​ชีวิต​ ​เพราะ​เห็นคุณค่าของกาลเวลาว่า​  ​มี​อยู่​อย่างจำ​กัด​ ​จะ​ต้อง​รีบขวนขวาย​ใน​การสร้างบารมี​ ​ต่างพา​กัน​ออกประพฤติพรหมจรรย์​ ​เพื่อทำ​ความ​บริสุทธิ์​ให้​เกิดขึ้น​ ​โดย​ไม่​ยอม​ให้​สิ่ง​ใด​มา​เป็น​อุปสรรค​ใน​การสร้างบารมี​  ​ดัง​นั้น​ ​เรา​จะ​ต้อง​จัดสรรเวลา​ใน​การฝึกใจ​ให้​หยุดนิ่ง​ ​ให้​เข้า​ถึง​พระธรรมกาย​ให้​ได้​ ​เพราะ​ชีวิตที่มีพระรัตนตรัย​เป็น​ที่พึ่ง​ ​เป็น​ชีวิตที่ปลอดภัย​ทั้ง​ใน​โลกนี้​และ​โลกหน้าอย่างแท้จริง
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)

มก​.​อรรถกถาหัตถิปาลชาดก​  ​เล่ม​ ๖๑ ​หน้า​ ๒๔๕*

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet