มงคลที่​ ๑๕

บำ​เพ็ญทาน
ให้​ทานอย่างสัตบุรุษ

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​สัปปุริสทานมี​ ๕ ​ประการ​ ​คือ​ ​สัตบุรุษย่อม​ให้​ทาน​ด้วย​ศรัทธา​ ​ให้​ทาน​โดย​เคารพ​ ​ให้​ทาน​โดย​กาลอันควร​ ​เป็น​ผู้​มีจิตอนุ​เคราะห์​ให้​ทาน​ ​และ​ให้​ทาน​ ​ไม่​กระทบตน​และ​ผู้​อื่น

        ​ศาสตร์ทุกแขนง​ ​ทุกสาขาวิชา​ ​ล้วนมีสูตรเฉพาะ​หรือ​สูตรสำ​เร็จ​ ​ใน​การทำ​ให้​ได้​ผลลัพธ์ที่รวด​เร็ว​ ​แม่นยำ​และ​ถูก​ต้อง​ ​เพียงแต่มีวิธีการที่​แตกต่าง​กัน​ไป​เท่า​นั้น​ ​อย่างเช่น​ใน​การปรุงอาหาร​ให้​อร่อย​ ​ก็มี​เคล็ดวิชา​ใน​การทำ​ให้​อาหารที่ออกมามีรส​  ​มีชาติกลมกล่อม​ ​เอร็ดอร่อย​ ​น่ารับประทาน​ ​หรือ​ใน​การทำ​สมาธิ​ ​ให้​ใจหยุดนิ่ง​ได้​อย่างรวด​เร็ว​ ​ก็มีสูตรสำ​เร็จ​และ​เคล็ดวิชา​ ​นั่นคือ​ ​การวางใจ​ให้​พอเหมาะพอดีที่ศูนย์กลางกายอย่างเบาๆ​ ​สบายๆ​ ​ใจเย็นๆ​ ​ให้​เป็น​ธรรมชาติ​ ​ทำ​ใจ​ให้​หยุด​ ​นิ่ง​ ​เฉย​ ​เพียงอย่างเดียว​ ​เมื่อประกอบเหตุ​ได้​ถูก​ต้อง​ ​ผลลัพธ์​จะ​เกิดขึ้นเอง​โดย​อัตโนมัติ​ ​คือ​ ​ความ​สงบ​ ​ความ​สว่าง​และ​ความ​สุขภาย​ใน​ ​และ​จะ​ทำ​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัยภาย​ใน​ ​ซึ่ง​เป็น​ที่พึ่งที่ระลึก​ ​ที่​แท้จริง

*​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​ ​สัปปุริสทานสูตร​ ​ว่า

       
"ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​สัปปุริสทานมี​ ๕ ​ประการ​ ​คือ​ ​สัตบุรุษย่อม​ให้​ทาน​ด้วย​ศรัทธา​ ​ให้​ทาน​โดย​เคารพ​ ​ให้​ทาน​โดย​กาลอันควร​ ​เป็น​ผู้​มีจิตอนุ​เคราะห์​ให้​ทาน​ ​และ​ให้​ทาน​ ​ไม่​กระทบตน​และ​ผู้​อื่น"
 
        ​ลักษณะการ​ให้​ทานของแต่ละคน​ใน​โลกนี้​ไม่​เหมือน​กัน​ ​วัตถุประสงค์ของการ​ให้​ ​ก็​แตกต่าง​กัน​ออกไป​ ​ขึ้น​อยู่​กับ​แต่ละคน​ ​ได้​รับการปลูกฝัง​ ​หรือ​การฝึกฝนอบรมตนมา​จาก​ครอบครัวอย่างไร​ ​โดย​เฉพาะ​ใน​ยุคปัจจุบันที่​เต็มไป​ด้วย​การต่อสู้​ ​แข่งขัน​ ​และ​การเอาตัวรอด​ ​วิถีชีวิตของบางท่าน​จึง​ดู​เหินห่าง​จาก​พระพุทธศาสนามากขึ้น​ ​เหินห่าง​จาก​การศึกษา​ความ​เป็น​จริงของชีวิต​ ​ไม่​รู้​เรื่องชีวิต​ใน​ปรโลก​ ​คิดแต่​เพียง​จะ​เอาตัวรอดไปวันๆ​  ​แต่​ยัง​ไม่​ได้​สร้างหลักประ​กัน​ใน​ชีวิตที่​เป็น​ทางรอด​ใน​ปรโลก​ ​หรือ​ใน​สังสารวัฏ​ ​ดัง​นั้นชีวิตที่ห่าง​จาก​คำ​สอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​จึง​เป็น​ชีวิตที่อันตราย​ ​ยัง​ชื่อว่า​เป็น​ผู้​ประมาท​ ​และ​ชีวิต​ยัง​ไม่​ปลอดภัย

        ​บางท่าน​เป็น​ชาวพุทธ​ ​แต่​ไม่​รู้จักวัฒนธรรมชาวพุทธ​ ​ว่า​ต้อง​ปฏิบัติตัวอย่างไร​ ​จึง​จะ​ได้​ชื่อว่า​เป็น​พุทธมามกะ​หรือ​เป็น​พุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์​ ​แต่หลายท่าน​ได้​ศึกษา​กัน​มาอย่างดี​แล้ว​ ​ได้​ให้​ทาน​ ​รักษาศีล​ ​เจริญภาวนา​เป็น​ประจำ​ ​หลวงพ่อก็ขออนุ​โมทนา​ด้วย​ ​จะ​ทำ​บุญตักบาตร​ ​หรือ​ถวายสังฆทานแต่ละครั้ง​ ​ก็ทำ​ด้วย​ความ​เคารพเลื่อมใส​ ​ให้​ทาน​เพราะ​รู้ว่าพระสงฆ์​นั้น​เป็น​เนื้อนาบุญอันเลิศของชาวโลก​ ​ท่าน​เป็น​บุญเขตอันเยี่ยม​ ​ที่​เป็น​ทางมา​แห่งบุญของพวกเรา​ ​เพราะ​ท่านมุ่งชำ​ระกาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ ​ให้​สะอาดบริสุทธิ์อย่างเดียว

        ​นอก​จาก​นี้บางท่าน​ยัง​มี​ความ​เข้า​ใจ​ใน​หลักการทำ​บุญมากขึ้นไปอีก​ ​ทั้ง​ก่อน​ให้​ก็มีจิตเลื่อมใส​ ​ขณะ​ให้​ก็มี​ใจศรัทธา​  ​ครั้น​ให้​ไป​แล้ว​ ​ตามระลึก​ถึง​ทานที่​ได้​ทำ​ไป​ ​ก็​เกิดปีติ​ใน​บุญยิ่งขึ้น​ ​บุญกุศลก็บังเกิดขึ้น​ทั้ง​ ๓ ​ระยะ​ ​เรามาดูลักษณะการ​ให้​ทานของสัตบุรุษว่า​ ​ท่านทำ​อย่างไรบ้าง​ ​คือ​ใน​ขณะ​ให้​ทาน​ ​ท่าน​จะ​ให้​ด้วย​ศรัทธา​ ​ไม่​ได้​ให้​ทาน​เพราะ​เห็นแก่หน้า​หรือ​ถูกบังคับ​ให้​ทำ​ ​ให้​ทาน​โดย​เคารพ​ ​มี​ความ​นอบน้อม​ใน​ทาน​ ​ไม่​มีอหังการว่า​ ​ทรัพย์นี้​เป็น​ของเรา​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ผู้​มารับทรัพย์​หรือ​รับบริจาค​จาก​เรา​ต้อง​นอบน้อมเรา​ผู้​เป็น​เจ้าของ​ ​แต่กลับ​ให้​ความ​นอบน้อม​ ​ต่อ​ผู้​ที่มารับของของตน

        ​สัตบุรุษ​จะ​ให้​ทาน​โดย​กาลอันควร​ ​ดูช่วงจังหวะ​เวลาที่​เหมาะสมว่าช่วงไหน​จะ​ถวายภัตตาหาร​ ​ช่วงไหนควรถวายน้ำ​ปานะ​ ​ช่วงไหนควรถวายผ้า​ไตรจีวร​ ​หรือ​เครื่องสมณบริขารที่​เหมาะต่อสมณบริ​โภค​ ​สัตบุรุษ​ผู้​ให้​ทาน​ด้วย​จิตอนุ​เคราะห์​   ​ไม่​ได้​มุ่งอยากเด่นอยากดัง​ ​แต่อยาก​ได้​บุญ​เป็น​หลัก​ ​และ​ประการสุดท้าย​ ​สัตบุรุษ​จะ​ให้​ทาน​โดย​ไม่​กระทบตน​และ​ผู้​อื่น​ ​คือตนเองก็​ไม่​เดือดร้อน​ ​เพราะ​ให้​แล้ว​ไม่​คิดอยากเอาคืน​ ​ตัดใจเหมือนตาย​จาก​ ​ผู้​รับก็สบายใจ​ ​มี​ความ​สุขใจที่​ได้​มารับ​จาก​เรา

        ​เมื่อสัตบุรุษ​ให้​ทานถูกหลักวิชา​ทั้ง​ ๕ ​ประการนี้​แล้ว​ ​เรามาดูผลบุญที่​จะ​บังเกิดขึ้น​ ​ว่า​ให้​ทาน​ด้วย​ศรัทธา​ ​เมื่อ​ถึง​คราวบุญส่งผล​ ​จะ​ให้​อิฏฐผลที่น่าปลื้มปีติ​ใจอย่างไรบ้าง​ ​พระพุทธองค์ตรัสว่า​
 
        ​สัตบุรุษเมื่อ​ให้​ทาน​ด้วย​ศรัทธา​แล้ว ​ย่อม​เป็น​ผู้​มั่งคั่ง​ ​มีทรัพย์มาก​ ​มี​โภคะมาก​และ​เป็น​ผู้​มีรูปร่างงดงาม​ ​น่าดู​ ​น่า​เลื่อมใส​ ​ประกอบ​ด้วย​ผิวพรรณวรรณะผ่องใส​ ​ดึงดูดตาดึงดูดใจแก่​ผู้​ที่​ ​ได้​พบเห็นยิ่งนัก​ ​นี่​เป็น​ผลที่​เกิด​จาก​ให้​ทาน​ด้วย​ศรัทธา

        ครั้น​ให้​ทาน​โดย​เคารพ​แล้ว​ ผล​นั้น​จะ​อำ​นวย​ให้​เป็น​ผู้​มั่งคั่ง​ ​มีทรัพย์มาก​ ​มี​โภคะมาก​และ​เป็น​ผู้​มีบุตร​ ​ภรรยา​ ​ทาส​ ​คนรับ​ใช้​หรือ​คนงาน​ ​เป็น​ผู้​เชื่อฟัง​ ​เงี่ยโสตลงสดับรับคำ​สั่ง​ ​ตั้งใจใคร่รู้​ ​ภรรยาสามี​ไม่​นอกใจ​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​ข้าทาสบริวารก็​ไม่​คดโกง​ ​ตั้งใจดู​แลทรัพย์สมบัติของเจ้านาย​ ​เหมือน​เป็น​ของของตนเอง

        ​อานิสงส์ที่​ให้​ทานถูกกาลเทศะ​ ทำ​ให้​เป็น​ผู้​มั่งคั่ง​ ​มีทรัพย์มาก​ ​มี​โภคะมาก​ ​และ​ปรารถนาสิ่ง​ใด​ก็​จะ​สมหวัง​ได้​โดย​ง่าย​ ​เป็น​ผู้​ที่​ไม่​ขาดตกบกพร่อง​ ​จิตใจ​จะ​เอิบอิ่ม​อยู่​ใน​สมบัติที่หามา​ได้​ตลอดเวลา​ ​อานิสงส์ที่​ให้​ทาน​ด้วย​จิตอนุ​เคราะห์มุ่งปรารถนาบุญ​เป็น​หลัก​นั้น​ ​จะ​ทำ​ให้​เป็น​ผู้​มี​โภคสมบัติมาก​ ​และ​เป็น​ผู้​มีจิตน้อมไปเพื่อบริ​โภคสมบัติอันประณีตที่สูงยิ่งขึ้น​ ​จะ​เดินทาง​ใกล้​ไกล​ ​แม้​ไป​ใน​สถานที่ที่​ไม่​มี​ใครรู้จัก​  ​ก็​จะ​ได้​รับการต้อนรับ​เป็น​อย่างดี​ ​เหมือน​ได้​รับการต้อนรับ​จาก​ญาติ​ผู้​เป็น​ที่รัก​ ​อีก​ทั้ง​จะ​เป็น​ที่รักของมนุษย์​และ​เทวดา​ทั้ง​หลาย

        ​ประการสุดท้ายของอานิสงส์ที่​ให้​ทาน​ไม่​กระทบตน​และ​ผู้​อื่น​ จะ​ทำ​ให้​สมบัติบังเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ​ ​ภยันตราย​ใดๆ​ ​ไม่​มากลํ้ากราย​ ​ตั้งแต่อัคคีภัย​ ​โจรภัย​ ​อุทกภัย​ ​ราชภัย​ ​หรือ​ภัย​จาก​คนอัน​ไม่​เป็น​ที่รัก​และ​จาก​ทายาท​จะ​ไม่​บังเกิดขึ้น​ ​จะ​ได้​รับการปกป้องคุ้มครอง​โดย​ธรรม​ทั้ง​จาก​มนุษย์​และ​เทวดา​ทั้ง​หลาย​ ​เป็น​บุคคล​ผู้​มี​ความ​เกษมสำ​ราญ​ใน​ที่ทุกสถาน​ ​จะ​อยู่​ที่​ไหนก็นำ​ความ​สวัสดีมีชัย​ ​นำ​ความ​สุข​ความ​เจริญไปสู่สถานที่​นั้นๆ​      ​คนรอบข้างก็​ได้​รับ​ความ​สงบร่มเย็นตามไป​ด้วย

        ​นี่​เป็น​อานิสงส์ย่อๆ​ ​ของการ​ให้​ทานอย่างถูกหลักวิชชา​ ​ใน​สมัยพุทธกาลมีทานบดีหลายท่านที่หมั่นมาถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า​เป็น​ประมุข​เป็น​ประจำ​ ​ได้​ทำ​หน้าที่​เป็น​กองเสบียง​ได้​อย่างสมบูรณ์​ไม่​ขาดตกบกพร่อง​ ​จน​ได้​รับ​  ​คำ​ยกย่อง​จาก​พระบรมศาสดา​ ​เช่น​ ​เจ้าศากยะพระนามว่า​   มหานามะ​ ​ได้​รับการยกย่องว่า​ ​เป็น​เลิศกว่าอุบาสก​ทั้ง​หลาย​    ​ผู้​ถวายทานที่มีรสประณีต​ ​คือ​ให้​ทาน​ด้วย​ความ​เคารพนอบน้อม

        ​ฝ่ายหญิงที่​เป็น​กองเสบียง​ซึ่ง​เป็น​ชื่อที่​เราคุ้นเคย​กัน​ดี​ ​นั่นคือ​ มหาอุบาสิกาวิสาขา​ ​ผู้​เป็น​เลิศ​ใน​ด้านการถวายทาน​  ​ส่วน​ชีวิต​ใน​สังสารวัฏของท่านมี​ความ​พิ​เศษมาก​ ​คือท่านผ่านการถวายมหาสังฆทาน​ ​ผ่านพระพุทธเจ้ามาหลายพระองค์​ ​และ​ได้​ถวายทานอย่างสัตบุรุษครบ​ทั้ง​ ๕ ​ประการ​ ​อานิสงส์​นั้น​ทำ​ให้​ท่านเวียนว่ายตายเกิด​ใน​สองภพสองภูมิ​เท่า​นั้น​ ​คือ​ได้​สวรรค์สมบัติ​ ​และ​มนุษย์สมบัติมาตลอด​ ​แม้ว่าท่าน​จะ​ยินดี​ใน​ความ​เป็น​หญิง​ ​แต่ก็​ได้​เป็น​พระธิดาของพระราชา​ ​เป็น​อัครมเหสี​ ​ได้​เป็น​ลูกสาวของมหา​เศรษฐี​ ​ชีวิต​ไม่​เคยตกต่ำ​ ​ไม่​ลุ่มๆ​ ​ดอนๆ​ ​จะ​เกิด​ใน​สวรรค์ก็​ได้​เป็น​เจ้าของวิมาน​ ​ไม่​ได้​เป็น​บริวารของใคร​   ​ใน​ภพชาตินี้หลัง​จาก​ที่ท่านละ​โลกไป​แล้ว​ ​ก็​ได้​อุบัติ​เป็น​เทพนารีวิสาขา​ ​เป็น​อัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราช​ ​ถือ​ได้​ว่า​เป็น​จอมเทพนารี​ใน​สวรรค์ชั้น​นั้น

        ​เรา​จะ​เห็นว่า​ การ​ให้​ทานที่ถูกหลักวิชา ​จะ​นำ​พาชีวิตไปสู่​ความ​เจริญรุ่งเรือง​ ​แม้​เวียนว่ายตายเกิด​ใน​สังสารวัฏก็​จะ​ปลอดภัย​ ​และ​มี​ความ​สุขใจไปตลอดทุกภพทุกชาติ​ ​พวกเรา​ ​ส่วน​ใหญ่​จะ​คุ้นเคยการ​ให้​ทานมาตั้งแต่​เด็ก​แล้ว​ ​แต่​ให้​สังเกตดูตนเองว่า​ ​ที่ผ่านมา​นั้น​ ​เรา​ได้​ให้​ทานถูกหลักวิชชาที่สัตบุรุษ​ทั้ง​หลาย​ได้​ประพฤติปฏิบัติ​กัน​มา​หรือ​ไม่​ ​บางคน​ให้​ทานเหมือน​กัน​ ​แต่​ได้​ผล​ไม่​เท่า​กัน​ ​ให้​ย้อนกลับมาดูที่การประกอบเหตุ​ ​เมื่อพิจารณา​แล้ว​ ​หากขาดตกบกพร่องข้อไหน​ ​ก็​ให้​ปรับปรุงแก้​ไข​และ​พัฒนาการ​ให้​ทานของเรา​ให้​สมบูรณ์ยิ่งๆ​ ​ขึ้นไป​ ​เมื่อทานบารมี​ ​ของเรา​เต็มเปี่ยม​ ​จะ​สร้างบารมีอย่าง​อื่น​ให้​ครบ​ทั้ง​ ๑๐ ​ทัศ​  ​ก็ง่ายขึ้น​ ​ดัง​นั้น​ให้​พวกเราทุกคนหมั่นปรับปรุงวิธีการสร้างบารมี​ให้​สมบูรณ์​ ​เพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งๆ​ ​ขึ้นไปจนกว่า​จะ​ถึง​ที่สุดแห่งธรรม​
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)
 
*​มก​. ​สัปปุริสทานสูตร​ ​เล่ม​ ๓๖ ​หน้า​ ๓๑๔ 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet