มี​ไมตรีจิตต่อ​กัน​

posted on 17 Jan 2008 23:47 by dharma
มี​ไมตรีจิตต่อ​กัน​ พิมพ์
 

hammaallday501127.jpg

การเกิดมา​ใน​แต่ละภพแต่ละชาติของมนุษย์ทุก​ ​ๆ​ ​คนมีจุดประสงค์อันสูงสุด​ ​คือแสวงหาที่พึ่งที่ระลึกอันแท้จริง​ ​ที่พึ่งที่​แท้จริง​นั้น​ต้อง​ไม่​มีการเปลี่ยนแปลง​ ​เป็น​สุข​ได้​ด้วย​ตัวเอง​และ​เป็น​ตัวตนที่​แท้จริง​ ​ซึ่ง​สิ่งที่​เราปรารถนานี้​ ​ประชุมรวม​อยู่​ใน​ธรรมกาย​ทั้ง​หมด​

พระธรรมกาย​ ​คือ​ ​แก่นแท้ของชีวิต​ ​ที่มี​อยู่​ใน​ตัวของทุก​ ​ๆ​ ​คน​ ​ท่านสิงสถิต​อยู่​ที่ศูนย์กลางกายฐานที่​ ๗ ​เป็น​ชีวิต​ใน​ระดับลึกที่ทุกคนมีสิทธิ์​จะ​เข้า​ถึง​ได้​ ​หากเราหมั่นทำ​ใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกาย​ ​หยุด​ได้​เมื่อไรก็​เข้า​ถึง​ได้​เมื่อ​นั้น​ ​เป็น​อกาลิ​โก​ ​ไม่​จำ​กัด​ด้วย​กาลเวลา​

มีวาระพระบาลี​ใน​ ​มหาสุวราชชาดก​ ​ความ​ว่า​

“​เย​ ​เว​ ​สขีนํ​ ​สขา​โร​ ​ภวนฺติ​

ปาณาจฺจเย​ ​สุขทุกฺ​เขสุ​ ​หํส​

ขีณํ​ ​อขีณนฺติ​ ​น​ ​ตํ​ ​ชหนฺติ​

สนฺ​โต​ ​สตํ​ ​ธมฺมมนุสฺสรนฺตา​

ชนเหล่า​ใด​เป็น​มิตรของพวกเพื่อน​ ​ใน​คราวร่วมสุข​

ร่วมทุกข์จนตลอดชีวิต​ ​ชนเหล่า​นั้น​เป็น​สัตบุรุษ​ ​เมื่อระลึก​ถึง​ธรรมของสัตบุรุษ​อยู่​ ​ย่อม​ไม่​ละทิ้งเพื่อน​ผู้​สิ้นทรัพย์​หรือ​ยัง​ไม่​สิ้นทรัพย์​ไป​ได้​”

ใน​โลกยุคปัจจุบันนี้​ ​ไม่​ใช่​เรื่องง่ายที่​เรา​จะ​ได้​พบ​กับ​บัณฑิตที่​แท้จริง​ ​หรือ​กัลยาณมิตร​ผู้​ที่​เป็น​เพื่อนแท้​ ​ลักษณะของมิตรแท้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​มี​ ๔ ​ประการ​ ​คือ​ ​เป็น​มิตรมีอุปการะ​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​คอย​ช่วย​เหลือเกื้อกูล​กัน​ตลอดเวลา​ ​มิตรแนะนำ​ประ​โยชน์​ ​ที่คอยแนะประ​โยชน์​ให้​ดำ​รง​อยู่​ใน​หนทางสวรรค์​และ​นิพพาน​ ​มิตรมีน้ำ​ใจ​ ​มี​ความ​รักใคร่อันเกิด​จาก​น้ำ​ใสใจจริง​ ​ไม่​มี​ความ​คิดอิจฉาริษยายามเพื่อน​ ​ได้​ดี​ ​และ​มิตรที่​จะ​กล่าว​ถึง​นี้​ ​คือ​ ​มิตรที่ร่วมสุขร่วมทุกข์​ ​ยามเพื่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤติ​ ​ใน​ชีวิตก็​ไม่​ยอมละทิ้ง​ ​แม้ชีวิตของตนก็สละ​แทนเพื่อน​ได้​ ​เพื่อนที่กล่าว​ถึง​นี้​เป็น​เพื่อนแท้​ ​และ​มีคุณธรรมของสัตบุรุษอย่างแท้จริง​

*​เหมือนครั้งหนึ่งที่พระพุทธองค์ประทับ​อยู่​ที่วัดพระ​เชตวัน​ ​ทรงปรารภ​ถึง​ ​พระภิกษุรูปหนึ่ง​ ​ก่อนบวชท่าน​ได้​ฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา​ ​และ​เกิดเห็นภัย​ใน​วัฏสงสารว่า​ ​ชีวิต​ใน​สังสารวัฏ​นั้น​มี​แต่​ความ​ทุกข์​ ​ควรที่​จะ​ออกบำ​เพ็ญเพียร​ ​แสวงหาทางหลุดพ้น​จาก​ทุกข์​ทั้ง​หลาย​ ​ท่าน​จึง​ตั้งใจออกบวช​ใน​บวรพระพุทธศาสนา​ ​หลัง​จาก​ที่​ได้​เรียนวิธีการปฏิบัติธรรม​ ​และ​รับโอวาท​จาก​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​แล้ว​ ​ท่านก็​ได้​ไปจำ​พรรษา​ใน​ป่า​ใกล้​ ​ๆ​ ​หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง​ใน​แคว้นโกศล​ (*​มก​. ​มหาสุวราชชาดก​ ​เล่ม​ ๕๙ ​หน้า​ ๖๒๗)

เมื่อชาวบ้านเห็นภิกษุ​นั้น​มา​ ​ต่างดีอกดี​ใจที่มี​เนื้อนาบุญมา​โปรด​ถึง​ที่​ ​ต่างพา​กัน​สร้างกุฏิที่พัก​ ​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืนถวายท่าน​ ​และ​ได้​อุปัฏฐากบำ​รุง​ ​ด้วย​ความ​เคารพ​ ​เมื่อจำ​พรรษา​ได้​ประมาณเดือนหนึ่ง​ ​เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคน​ไม่​คาดคิด​ ​คือ​ ​เพลิง​ได้​ไหม้หมู่บ้าน​นั้น​โดย​ไม่​ทราบสา​เหตุ​ ​เพลิง​ได้​ลุกลามไหม้​ไป​ทั่ว​อาณา​ ​บริ​เวณ​ ​แม้กระทั่งพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ถูกไหม้​ไม่​มี​เหลือเลย​ ​เมื่อเกิดเหตุการณ์​เช่นนี้​ ​ชาวบ้าน​จึง​ไม่​สามารถ​ที่​จะ​ถวายอาหารที่ประณีตแด่พระคุณเจ้า​ ​ได้​แต่ถวายตามมีตามเกิด​ ​แม้พระภิกษุรูป​นั้น​จะ​มีที่หลับที่นอน​ ​และ​ที่ปฏิบัติธรรมอันสะดวกสบาย​ ​แต่ก็ลำ​บาก​ใน​เรื่องการขบฉัน​

เมื่ออาหาร​ไม่​สมบูรณ์​ ​ทำ​ให้​ภาย​ใน​ใจของท่านเกิด​ความ​กระวนกระวาย​ ​ปรารถนา​ให้​เวลาผ่านไป​โดย​เร็ว​ ​เพื่อที่ออกพรรษา​แล้ว​ ​จะ​ได้​กลับไป​อยู่​ที่วัดพระ​เชตวัน​ ​จิตใจที่​เคยมุ่ง​จะ​ปฏิบัติธรรมเพื่อ​ความ​หลุดพ้น​จึง​ย่อหย่อนไป​ ​ไม่​สามารถ​ที่​จะ​บรรลุ​ ​มรรคผลนิพพาน​ได้​ ​จนเวลา​ ๓ ​เดือนผ่านไป​ ​หลังออกพรรษา​ ​ท่าน​ได้​ร่ำ​ลาอุบาสก​ ​อุบาสิกา​ทั้ง​หลาย​ ​เดินทางมา​เข้า​เฝ้าพระบรมศาสดาที่วัดพระ​เชตวัน​

พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า​ “​ดูก่อนภิกษุ​ ​เธอพอทน​ได้​ไหม​ ​ทั้ง​ใน​เรื่องที่พัก​ ​และ​อาหารการขบฉัน​”

พระภิกษุรูป​นั้น​กราบทูลว่า​ “​ข้า​แต่พระองค์​ผู้​เจริญ​ ​เสนาสนะที่ข้าพระองค์​อยู่​ ​พักอาศัย​นั้น​ ​เป็น​สัปปายะ​เหลือเกิน​ ​เพียงแต่ว่า​ ​เรื่องอาหาร​เท่า​นั้น​ที่​ไม่​สัปปายะ​ ​เพราะ​หลัง​จาก​ที่ข้าพระองค์จำ​พรรษา​ได้​ประมาณเดือนเศษ​ ​เกิดอัคคีภัยครั้ง​ใหญ่​ขึ้น​ ​ทำ​ให้​ลำ​บากเรื่องอาหารการกิน​ ​ข้าพระองค์กังวลเรื่องอาหาร​ ​ปรารถนา​จะ​ออก​จาก​ ​หมู่บ้าน​นั้น​ ​ทำ​ให้​ไม่​สามารถ​ที่​จะ​บำ​เพ็ญสมณธรรม​ได้​ดีดังเดิม​”

พระบรมศาสดาสดับดัง​นั้น​จึง​ตรัสว่า​ “​ดูก่อนภิกษุ​ ​การที่​เธอเจอ​ความ​ลำ​บากเรื่อง​ ​อาหาร​ ​แล้ว​ปรารถนาที่​จะ​ละทิ้งชาวบ้าน​ผู้​บำ​รุง​อยู่​นั้น​ ​และ​ยัง​ไม่​ตั้งใจบำ​เพ็ญสมณธรรม​ ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​สมควร​กับ​เธอเลย​”

ทรงตรัสสอนต่อไปว่า​“​ธรรมดาสมณะ​ ​เมื่อมี​เสนาสนะที่สบาย​แล้ว​ ​ก็ควรที่​จะ​ละ​ ​ความ​โลภเรื่องอาหาร​ ​ยินดีตามที่​ได้​ ​มุ่งบำ​เพ็ญสมณธรรม​ ​แม้บัณฑิต​ใน​กาลก่อน​ ​เกิด​เป็น​สัตว์​เดียรัจฉาน​ ​เคี้ยวผงแห้ง​ใน​ต้นไม้ที่ตนอาศัย​ ​มี​ความ​สันโดษ​ ​ไม่​ยอมที่​จะ​ทำ​ลายมิตตธรรมไป​ใน​ที่​อื่น​ ​เหตุ​ไรเธอ​จึง​มาคิดว่า​ ​บิณฑบาต​ได้​อาหาร​ ​ไม่​ประณีต​ ​แล้ว​ละทิ้งมิตรแท้​เสียเล่า​” ​จาก​นั้น​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​ทรงนำ​เรื่อง​ ​ใน​อดีตมาตรัสเล่าว่า​

ใน​อดีตกาล​ ​พระ​โพธิสัตว์​เกิด​เป็น​ ​พญานกแขกเต้า​ ​ใน​ป่าหิมพานต์​ ​ได้​อาศัย​อยู่​ที่​ ​ต้นมะ​เดื่อต้นหนึ่งที่ริมฝั่งแม่น้ำ​คงคา​ ​เมื่อผลของต้นไม้ที่ตนอาศัย​อยู่​หมดลง​ ​ด้วย​ความ​ที่​เป็น​นกที่มักน้อยสันโดษ​ ​และ​ด้วย​สำ​นึก​ใน​บุญคุณของต้นไม้​นั้น​ว่า​ ​ยามสุข​ ​เราก็มีสุข​เพราะ​ต้นไม้นี้​ ​เมื่อเห็นต้นมะ​เดื่อ​นั้น​ผลหมดลง​ ​ด้วย​ความ​ผูกพัน​จึง​ไม่​ยอม​ ​ไป​อยู่​ที่​อื่น​ ​สิ่ง​ใด​ที่​เหลือ​อยู่​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​หน่อ​ ​ใบ​ ​เปลือก​ ​หรือ​สะ​เก็ดก็กินสิ่ง​นั้น​ ​และ​ดื่มน้ำ​ใน​แม่น้ำ​คงคา​ ​ไม่​ยอมไปที่​อื่น​ ​ด้วย​คุณธรรมแห่งมิตรแท้ของพญานกแขกเต้า​ ​จึง​บันดาล​ให้​ภพของท้าวสักกะ​แสดงอาการร้อน​ ​พระองค์พิจารณาดูก็รู้สา​เหตุ​ทั้ง​หมด​ ​และ​ปรารถนา​จะ​ทดลองใจของพระ​โพธิสัตว์​ ​จึง​บันดาล​ให้​ต้นไม้​นั้น​แห้งไป​

ด้วย​อานุภาพของเทวฤทธิ์ต้นไม้​นั้น​เหลือ​อยู่​แต่ตอ​ ​แตก​เป็น​ช่องน้อยช่อง​ใหญ่​ ​เวลาถูกลมพัดก็​เหมือนมี​ใครเอา​ไม้มา​เคาะ​เสียงดัง​ ​ถึง​กระ​นั้น​พญานกแขกเต้า​ ​ก็​ยัง​ไม่​ยอม​จาก​ไป​ ​ยัง​คงจับ​อยู่​ที่ยอดตอไม้มะ​เดื่อ​โดย​ไม่​ย่อท้อต่อลม​และ​แดด​

ท้าวสักกะคิดว่า​ ​เรา​จะ​ให้​พญานกแสดงมิตตธรรม​แล้ว​จะ​ให้​พรแก่​เธอ​ ​ทำ​ต้นมะ​เดื่อ​ให้​มีผล​อยู่​เรื่อยไป​ ​ดัง​นั้น​จึง​แปลง​เป็น​พญาหงส์ทองบิน​ ​มาพร้อม​กับ​นางสุชาดามาจับ​อยู่​ใกล้​ ​ๆ​ ​พลางถามว่า​ “​พ่อนกแขกเต้า​ ​ต้นไม้​อื่น​มีผลตั้งมากมาย​ ​ทำ​ไมท่าน​ถึง​ไม่​ไป​ ​มายอมลำ​บาก​อยู่​อย่างนี้​ ​มี​เหตุผลอะ​ไร​หรือ​”

พระ​โพธิสัตว์ตอบว่า​ “​ข้า​แต่พญาหงส์​ ​ใน​ยามผลดกนก​ทั้ง​หลายก็ชุม​ ​แต่พอผลวายนก​ทั้ง​หลายก็​ไป​ไม่​เหลียวแล​ ​ตอนมีผลประ​โยชน์​ใคร​ ​ๆ​ ​ก็​เห็นคุณค่า​ ​แต่ตอนที่หมดประ​โยชน์​ ​ใครบ้างเล่า​จะ​นึก​ถึง​ผู้​มีอุปการคุณ​ ​เรา​จะ​ไม่​ไปไหน​ทั้ง​นั้น​ ​ต้นไม้นี้​เป็น​ทั้ง​เพื่อน​ ​เป็น​ทั้ง​ญาติของเรา​ ​เรา​ต้อง​การ​เป็น​อยู่​เพียง​เท่า​นี้​ ​ขอเพียง​ได้​ร่วมทุกข์ร่วมสุข​กับ​ต้นไม้ที่มีพระคุณ​กับ​เรา​เท่า​นั้น​”

ท้าวสักกะฟังดังนี้​แล้ว​เกิดมหาปีติ​ใน​คุณธรรมของพระ​โพธิสัตว์​ ​จึง​ตรัสว่า​ “​ความ​เป็น​มิตรแท้​ ​มี​ไมตรีตอบ​ ​ท่านทำ​ได้​ดียิ่ง​ ​ท่าน​เป็น​บัณฑิต​ ​เราขอสรรเสริญท่าน​ ​เรา​จะ​ให้​พรตามที่ท่านปรารถนา​ ​ท่านจงเลือกพรเถิด​”

พระ​โพธิสัตว์ปีติ​เช่น​กัน​ ​จึง​กล่าวว่า​ “​หากท่าน​จะ​ให้​พรแก่ข้าพเจ้าจริง​ ​ๆ​ ​ละก็​ ​ข้าพเจ้าขอ​ให้​ต้นไม้นี้มีอายุยาวนาน​ ​มีผลมีรสหวาน​และ​ตั้ง​อยู่​อย่างสง่างามเถิด​” ​ท้าวสักกะ​เนรมิต​ให้​สำ​เร็จดังที่พระ​โพธิสัตว์ปรารถนา​แล้ว​ ​ก็กลายเพศ​จาก​หงส์​ ​กลับ​เป็น​ท้าวสักกะตามเดิม​ ​ตั้งแต่​นั้น​มา​ ​ต้นมะ​เดื่อ​ได้​งอกงาม​ ​ตั้ง​อยู่​มั่นคงเหมือน​ ​พญาบรรพต​ ​และ​พระ​โพธิสัตว์ก็​ได้​อาศัย​อยู่​ที่ต้นไม้​นั้น​จนตลอดอายุขัย​

พระบรมศาสดาทรงนำ​เรื่องนี้มาตรัส​ให้​ข้อคิด​กับ​ภิกษุ​ ​พลางรับสั่งว่า​ “​ภิกษุ​ ​เธอจงตั้ง​อยู่​ใน​คุณธรรมเหมือนบัณฑิต​ใน​กาลก่อน​ ​ตั้งใจปฏิบัติธรรม​ใน​ที่​นั้น​เถิด​”

ภิกษุรูป​นั้น​กลับไปที่หมู่บ้านเดิม​ ​ได้​ตั้งใจบำ​เพ็ญเพียร​ ​จนกระทั่งบรรลุธรรม​ ​เป็น​พระอรหันต์​ใน​ที่สุด​

เรา​ได้​เห็นคุณธรรมของพระ​โพธิสัตว์​แล้ว​ว่า​ ​ท่าน​ไม่​ยอมละทิ้งคุณธรรม​ ​คือ​ ​มิตตธรรม​ ​ไม่​เคยคิด​ถึง​ความ​ลำ​บากของตน​ ​กลับ​เป็น​ห่วงสิ่งที่มีพระคุณ​ ​แม้​แต่ต้นไม้ที่ตนเคยอาศัยร่มเงา​ ​เรา​ทั้ง​หลายก็​เช่น​กัน​ ​เมื่อเรา​ได้​มิตรที่ดีงาม​ ​ให้​คง​ความ​เป็น​เพื่อนแท้ของเรา​ไว้​ ​ยามเมื่อเพื่อนมีทุกข์ก็ทำ​ให้​เพื่อนมีสุข​ ​ชี้หนทางสวรรค์​และ​นิพพาน​ให้​เพื่อน​ ​อย่า​ให้​เพื่อนตั้ง​อยู่​ใน​ความ​ประมาท​ ​เพื่อ​จะ​ได้​เข้า​ถึง​บรมสุขที่​เที่ยงแท้ถาวร​ ​และ​ประคับประคอง​กัน​ไปจนกว่า​ ​จะ​ถึง​ที่สุดแห่งธรรม​ด้วย​กัน​ทุก​ ​ๆ​ ​คน

คัดลอกจาก http://www.kalyanamitra.org/daily/dhamma/index.php?option=com_content&task=view&id=4191&Itemid=99999999

edit @ 17 Jan 2008 23:49:19 by Dharma

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าสนใจมากเลยค่ะbig smile open-mounthed smile cry

#1 By คนมันเทพ (118.172.90.151) on 2008-07-03 17:59

ก็ดีbig smile

#2 By ดะ (118.172.178.30) on 2008-11-20 16:49

อนุโมทนาบุญร่วมกันครับ
surprised smile

#3 By เก่งและดี (114.128.40.175) on 2008-11-27 20:57

หนูชอบธรรมะมากเลยค่ะopen-mounthed smile

#4 By (61.19.67.190) on 2008-12-04 16:55

หวัดดีคะอ่านแล้วเข้าใจง่ายรู้สึกอยากไปวัดจังbig smile embarrassed sad smile ชือ....ไม่บอกหัยเบอร์ดีกว่า081....... 555+ไม่ให

#5 By (222.123.139.137) on 2008-12-12 16:23

เราเกิดมาต้องทำบุญ

#6 By ด.ช.พนิพนธ์ อ่นคำ (125.25.72.237) on 2009-02-05 16:37

ดีจิง
big smile

#7 By (203.172.210.1) on 2009-02-06 08:56

confused smile sad smile question tongue

#8 By ำหพก (125.25.83.241) on 2009-02-18 18:17

confused smile sad smile question tongue

#9 By ำหพก (125.25.83.241) on 2009-02-18 18:17

confused smile sad smile question tongue

#9 By ำหพก (125.25.83.241) on 2009-02-18 18:17

confused smile sad smile question tongue

#10 By ำหพก (125.25.83.241) on 2009-02-18 18:17

ดีมากเลยค่ะ

#12 By ปู (115.67.75.204) on 2009-02-21 08:44

ปฏิบัติได้ก็ขออนุโมทนาด้วย
แต่ถ้าไม่ได้ก็อย่าทำให้
พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียนะ

#13 By ทางสายกลาง (222.123.224.48) on 2009-03-26 15:57

สาธุ ๆ ๆ

#14 By (222.123.224.48) on 2009-03-26 15:58

#15 By (125.26.84.149) on 2009-04-30 07:52

tongue cry double wink wink surprised smile embarrassed question tongue angry smile sad smile confused smile open-mounthed smile big smile

#16 By (125.26.84.149) on 2009-04-30 07:53

งง แต่เข้าใจembarrassed sad smile

#17 By บssไs_llua (118.172.158.226) on 2009-05-16 10:59

หนูได้คัดไปวัดพระธรรมกายด้วยหละคะbig smile confused smile

#18 By มิลค์ (118.172.92.96) on 2009-05-26 16:31

รักแท้มันแก้อยาก
รักมากมันอยากแก้
รักเธอเป็นคนแรก
ถ้าจะแก้มันคงอยากconfused smile sad smile angry smile angry smile open-mounthed smile big smile wink embarrassed surprised smile

#19 By ijj (202.139.223.18) on 2009-08-01 17:51

บุญ คือสิ่งที่เราต้องทำนะจ๊ะ

#20 By นักรบสายฟ้า (203.158.203.10) on 2009-08-13 14:34

ดีมาก

#21 By (61.19.202.108) on 2009-08-24 11:43

ดีมากเลย confused smile open-mounthed smile big smile surprised smile

#22 By เด็กเทพ (61.19.202.108) on 2009-08-24 11:45

คุณคิดว่าอาหารไทยดีจริงไหมค่ะ cry

#23 By thanutporn (118.173.220.116) on 2009-09-06 18:42

#24 By เด็กเวร 2009 (118.173.220.116) on 2009-09-06 18:44

การใหความสุขเเก่คนอื่น ที่ไม่ใช่เงิน

#25 By ความดี (58.147.97.170) on 2009-10-14 20:01

ดัจังเลยใด้ความรู้big smile big smile big smile big smile

#26 By เด็กดี (118.173.41.137) on 2009-11-28 13:14

ฟังเรื่องธรรมทีไรสบายใจทุกทีเลย

#27 By โอม (118.172.199.26) on 2009-12-04 16:47

ผมรักวัดมากที่สุดเลยครับ ตั้งแต่จำความได้ผมก็มีความผูหพันกับวัดแล้วครับ ตอนนี้ผมอายุ 22 ปีครับ ผมจะรักและนับถือพระพุทธศาสนาตลอดไปและตลอดชีวิตเลยครับ ไม่ว่าเกิดชาติไหนขอให้ผมได้เกิดมาพบเจอคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอีกคั้งและตลอดไป

#28 By หนุ่มเพลบอย (119.31.101.112) on 2009-12-23 19:33

#29 By (125.27.254.70) on 2010-01-04 14:27