posted on 12 Aug 2007 14:07 by dharma
เรื่องจากพระไตรปิฏก เรื่อง:กองบรรณาธิการ |
"การถวายวิหารแก่สงฆ์ เพื่อปลีกวิเวก เพื่อความสุข เพื่อเพ่งฌาน และ เพื่อเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ" (พุทธพจน์) |
 | ในอดีตชาติพระอานนท์เถระยอดพุทธอุปัฏฐาก ได้เคยสร้างมหาวิหารถวายเป็นสังฆทานแด่ คณะสงฆ์นับแสนรูป |
การถวายวิหารเป็นสังฆาราม เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระบรม ศาสดาทรง มีพุทธานุญาต ตามคำกราบทูลขอของท่าน ราชคหเศรษฐี เนื่องจาก ทรงเล็งเห็นประโยชน์ว่า เป็นสิ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้สงฆ์ได้บำเพ็ญ สมณธรรม ขจัดขัดเกลากิเลสอาสวะในใจให้หมดสิ้นไป ดังนั้นวิหารทาน จึงเป็นมหาทานที่มีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ส่งผลทำให้มีความสุขในทุกที่ ทุกสถาน และสมบูรณ์ด้วยมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ กระทั่งนิพพานสมบัติ
ดังเรื่องราวในอดีตชาติของพระอานนท์เถระ ยอดพุทธอุปัฏฐาก ที่ได้เคยสร้างมหาวิหารถวายเป็นสังฆทานแด่คณะสงฆ์นับแสนรูป ทำให้ท่านได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ ส่งผลให้ความ ปรารถนาของท่านเต็มเปี่ยมในภพชาติสุดท้ายจนมาเป็นบุคคลผู้ใกล้ชิด กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากที่สุด มีโอกาสได้ฟังธรรมและสอบถามธรรมะ ในสำนักของพระบรมศาสดา จนกระทั่งได้รับการยกย่องว่า เป็น "ยอดของภิกษุผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก" และเป็น "ยอดของภิกษุผู้เป็นพหูสูต"อีกด้วย ดังเรื่องราวในอดีตชาติดังต่อไปนี้
ในแสนกัปนับแต่ภัทรกัปนี้ พระบรมศาสดา ทรงพระนามว่า "ปทุมุตตระ"ได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก แต่เดิมพระองค์ทรงมีพระนามว่า "อุตตรกุมาร" เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอานันทะ แห่งนครหังสวดี ด้วยบุญบารมีที่ได้ทรงสั่งสมมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว ทำให้ทุกครั้ง ที่ทรงยกพระบาทเพื่อจะเหยียบลงบนแผ่นดินดอกบัวหลวงดอกใหญ่ก็ชำแรกแผ่นดิน ขึ้นมา กลีบดอกบัว วัดได้ ๙๐ ศอก เกสร ๓๐ ศอก ฝัก ๑๒ ศอก มีละอองเกสรประมาณ ๙ หม้อ ส่วนพระบรมศาสดา ทรงมีความสูง ๕๘ ศอก ระหว่างพระพาหาทั้งสองวัดได้ ๑๘ ศอก พระนลาต ๕ ศอก พระหัตถ์และพระบาทยาว ๑๑ ศอก เมื่อพระองค์ทรงเหยียบดอกบัว ละอองเกสรที่มีประมาณ ๙ หม้อ ก็ฟุ้งขึ้น กลิ่นหอมกระจายไปทั่วทุกสารทิศ จึงทำให้พระองค์ทรงมีพระนามเช่นนั้น
|
 | สุมนกุมารปรารถนาตำแหน่งภิกษุผู้ใกล้ชิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้า |
พระพุทธองค์ทรงมีพระเชฏฐภาดา คือ น้องชายร่วมบิดา ชื่อสุมนกุมาร แม้จะไม่ได้เสด็จออกผนวชตามพระเจ้าพี่ แต่ก็มีความเคารพเลื่อมใส ในบวรพระพุทธศาสนา เมื่อว่างเว้นจากกรณียกิจก็หาโอกาสไป ฟังธรรมจากพระบรมศาสดาเป็นประจำมิได้ขาด ทุกครั้งที่เสด็จไป เฝ้าพระเจ้าพี่นั้น สุมนกุมารสังเกตเห็นว่า พระเถระชื่อสุมนะ เป็นที่โปรดปราน ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพิเศษ เวลาจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ต้องขออนุญาตจากพระเถระรูปนี้ก่อน เพราะท่านจะรู้เวลาอันควรหรือไม่ควร ทำให้พระกุมารอยากได้รับตำแหน่งของภิกษุผู้ใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง จึงปรารภกับพระพุทธองค์ พระบรมศาสดาทรงแนะนำให้สุมนกุมารเริ่มทำทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถศีล จึงจะเป็น ที่โปรดปรานของพระองค์ จากนั้นทรงรับสั่งให้ พระกุมารสร้างมหาวิหารขนาดใหญ่ เพื่อรองรับภิกษุถึง ๑แสนรูป ที่จะมาฉันภัตตาหารในพระราชวัง สุมนกุมารจึงซื้ออุทยานของกุฎุมพีโสภะ ในราคา ๑ แสนกหาปณะ อีกทั้งทรงสละทรัพย์ ส่วนพระองค์ อีก ๑ แสนกหาปณะ เพื่อสร้างมหาวิหารทันที ทรง รับสั่งให้สร้างพระคันธกุฎีสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้สร้างกุฎี และมณฑปเพื่อเป็นที่พักสำหรับ ภิกษุสงฆ์
เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้อาราธนาภิกษุสงฆ์ ๑ แสนรูป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานมา ฉันภัตตาหาร แล้วกล่าวคำน้อม ถวายมหาวิหารว่า "ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์จงทรงรับอุทยานชื่อโสภนะ ที่ข้าพระองค์ทรงสร้างเป็นมหาวิหารสำหรับภิกษุสงฆ์ ด้วยเถิด" พระกุมารทรงถวายมหาทานตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ทรงถวายผ้าไตรจีวรแด่ภิกษุ ๑ แสนรูป แล้วทูลขอพรว่า ่"ข้าพระองค์ได้สร้างวิหารถวายแด่ภิกษุสงฆ์ครั้งนี้ มิได้กระทำบุญเพราะหวังสมบัติ คือ ความเป็นท้าวสักกเทวราชทั้งมิได้กระทำเพราะ หวังพรหมโลกเลย แต่ทำเพราะปรารถนาความเป็นพุทธอุปัฏฐาก อยากเป็นที่โปรดปรานเหมือนพระสุมนอุปัฏฐากของพระองค์ ในอนาคตกาล ด้วยเถิด"
|
| สุมนกุมารสร้างวิหารแล้วถวายมหาทานตลอด ๗ วัน |
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูว่า ่"ความคิดอันยิ่งใหญ่ของพระกุมารนี้ จักสำเร็จหรือเปล่าหนอ ทรงทราบว่า ในกัปที่หนึ่งแสนนับ จากภัทรกัปนี้ไป พระโคดมพุทธเจ้าจักอุบัติขึ้น และพระกุมารนี้จักได้เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงตรัสให้พรว่า "ขอให้สิ่งที่ทรงประสงค์ ทรงปรารถนาแล้วทั้งหมด จงเป็นผลสัมฤทธิ์ ขอให้พระดำริทั้งปวงจงเต็มรอบ เหมือนพระจันทร์ ในวันเพ็ญฉะนั้น" พระกุมารได้ทรงสดับแล้ว ทรงพระดำริว่า "ขึ้นชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มีพระวาจา เป็นสอง "นับตั้งแต่นั้นมาสุมนกุมารจึงตั้งใจทำ ความดีตลอดแสนปี เมื่อละจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่านเวียนวนอยู่แต่ในสุคติภูมิอย่างเดียว ภพชาติสุดท้ายทรงถือกำเนิดเป็นพระโอรสของพระเจ้า อมิโตทนะและได้เป็นสหชาติ คือ ประสูติในเวลาเดียวกันกับพระผู้มี พระภาคเจ้าของเรา เมื่อท่านเสด็จออกผนวชก็ได้รับแต่งตั้งเป็นยอดเอตทัคคะในด้านพหูสูตรวมถึงเป็นยอดพุทธอุปัฏฐาก ผู้เป็นที่โปรดปรานของพระบรมศาสดา นอกจากนี้ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าในบรรดาภิกษุ ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก ในภัทรกัปนี้ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติแล้วถึง ๓ พระองค์ พระอานนท์ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ที่สุด
|
การสั่งสมบุญนำความสุขมาให้ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า |
จะเห็นว่า การ ที่พระอานนท์ได้ตำแหน่งอันเลิศนี้มา อีกทั้งเป็นผู้แจ่มแจ้งในคำสอนของพระ บรมศาสดา ก็เพราะอานิสงส์ที่ ี่เคยถวายมหาวิหารเป็นสังฆทานและตั้งความปรารถนาไว้เช่นนั้น เพราะฉะนั้นอานิสงส์ในการสร้างมหาวิหาร จึงไม่ใช่เรื่องพอ ดีพอร้าย เป็นบุญใหญ่ที่บังเกิดขึ้นได้ยาก ต้องอาศัยกำลังศรัทธาและกำลังทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้ทำบุญสร้างวิหารแด่พระสงฆ์ ก็ให้รีบขวนขวาย อย่าปล่อยให้โอกาสทองในชีวิตของเราผ่านไป อย่างน่าเสียดาย
เฉกเช่นเดียวกับ การสร้าง "มหารัตนวิหารคด"ซึ่งเป็นโอกาสทองของผู้มีบุญทุกคน ที่จะได้มีส่วนร่วมสร้างศาสนสถาน อันยิ่งใหญ่ เพื่อรองรับพุทธบุตร จากทั่วโลกหลายแสนรูป ที่จะมาเจริญสมาธิภาวนา และบำเพ็ญศาสนกิจต่างๆ ร่วมกัน ในวันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยอยกพระพุทธศาสนาให้สูงเด่น และเพื่อสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนาไป อีกนานนับพันปี จึงนับเป็นบุญลาภอันประเสริฐของพวกเราทุกคนที่จะได้มีโอกาสสร้าง"มหาวิหารทาน" ดุจเดียวกับผู้มีบุญ ในกาลก่อน บัดนี้ มหา รัตนวิหารคดใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว คงเหลือเพียงการก่อสร้าง"หลังคา" ชั้นที่ ๒ รวม๓๐๐,๐๐๐ ตาราง เมตร ซึ่งจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับถวายการต้อนรับคณะสงฆ์ได้ถึงคราวละหลายแสนรูป ช่วยอำนวยความสะดวกในการบำเพ็ญ สมณธรรม เพื่อผลแห่งการฟื้นฟูพระธรรมคำสอนดั้งเดิมให้หวนกลับคืนมาอีกครั้งดั่งสมัยพุทธกาล จึงนับเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ สำหรับผู้ที่ได้มีส่วนร่วมสร้างซึ่งบุญนี้จะคอยเกื้อหนุนเราทุกคน ให้มีความสุขความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติเพราะความปรารถนา ทุกอย่างของมนุษย์จะเป็นจริงได้ ล้วนต้องอาศัยบุญเป็นหลักทั้งสิ้นเมื่อสั่งสมบุญจนเต็มเปี่ยมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ ย่อมสำเร็จสมความปรารถนาทุกประการ ดังนั้น พระพุทธองค์ จึงทรงสอนให้คนเราพึงข่มความตระหนี่ แล้วนำทรัพย์ออกให้ทาน เพราะบุญเป็นเพียงที่พึ่งเดียวของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ในอันนสูตรว่า
"บุคคลพึงนำความตระหนี่ออกไปเสีย พึ่งข่มความตระหนี่ ซึ่งเป็นตัวมลทิน แล้วพึงให้ทานเถิด เพราะบุญทั้งหลาย เป็นที่พึ่งของเหล่าสัตรว์ในโลกหน้า" |
|
|
|
|---|
.................................................................................................
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-08-12 17:46