แถบสีขาวบริสุทธิ์ ๒ แถบ บนผืนธงไตรรงค์ที่โบกพลิ้วปลิวไสว งามสง่าท้าแรงลมอยู่ ทั่วราชอาณาจักรไทย เป็นที่รู้กันดีว่า หมายถึงพระพุทธศาสนา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ผู้ทรงมีพระราชดำริให้ใช้ธงไตรรงค์ แทนธงช้างเผือก เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงให้ความหมายไว้ว่า "ขาว คือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์ และธรรมะคุ้มจิตไทย" ซึ่งตอกย้ำว่าศาสนาพุทธเป็น ๑ ใน ๓ สถาบันหลักของไทยและเป็นศาสนาประจำชาติ
แต่นั่นเป็นแค่พฤตินัยเท่านั้น ในทางนิตินัยพระพุทธศาสนายังไม่ได้รับการบัญญัติให้เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ และในขณะนี้ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พระสงฆ์จากทั่วประเทศและเครือข่ายองค์กรชาวพุทธนับพันแห่ง จึงเคลื่อนไหว เรียกร้องให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย"ทำไมต้องบัญญัติให้ "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย"
ก่อนอื่น ขอเท้าความว่า ชาวไทยเรานับถือพระพุทธศาสนากันมาเป็นเวลาอันยาวนาน เมื่อครั้งที่ก่อตั้งประเทศไทย ในสมัยสุโขทัย คนไทยสมัยนั้นก็นับถือศาสนาพุทธกันแล้ว ในปัจจุบันประเทศไทยมีพระภิกษุกว่า ๓๐๐,๐๐๐ รูป มีวัดและ สำนักสงฆ์กว่า ๓๐,๐๐๐แห่ง ชาวไทยกว่า ร้อยละ ๙๐ นับถือพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของความเป็นไทยก็มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานเกือบทั้งสิ้น ที่สำคัญ พระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคทุกสมัย ต่างทรงยอมรับว่าพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทยและทุกพระองค"ทรงเป็นพุทธมามกะ นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ องค์การสหประชาชาติได้ยกย่องให้วันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันสำคัญในศาสนาพุทธเป็นวันสำคัญของโลก และที่ประชุมชาวพุทธทั่วโลก ก็ยกให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก
ด้วยเหตุนี้ ชาวพุทธเราจึงต้องการที่จะรักษา พระพุทธศาสนาอันเป็นมรดกล้ำค่าที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษให้คง อยู่คู่แผ่นดินไทยต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็เกรงว่าถ้าไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย" การทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาในอนาคตจะมีความยากลำบากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ศาสนาพุทธ ถูกเบียดเบียนและเสื่อมลงอย่าง รวดเร็วด้วยภัย ต่างๆ รวมทั้งภัยจากกระแสวัฒนธรรมตะวันตก ที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างรุนแรง แต่ถ้าพระพุทธศาสนาได้รับ การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้เป็นศาสนาประจำชาติ ก็จะได้รับการอุปถัมภ์และดูแลอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นจากรัฐบาลทุกรัฐบาล กิจกรรมต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของชาวไทยก็จะมีกฎหมายรองรับ ซึ่งจะช่วยให้พระพุทธศาสนา สืบทอดต่อไปได้ด้วยดี และจะมีผลให้ประเทศไทยของเราสงบร่มเย็น สามารถคงความเป็นถิ่นที่น่าอยู่ ตามหลักปฏิรูปเทส ๔ ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดเอาไว้ได้ คือ อาวาสเป็นที่สบาย หมายถึงเป็นประเทศที่น่าอยู่ สงบสุข อาหารเป็นที่สบาย ข้อนี้ไม่มีปัญหา ประเทศไทยเรามีพร้อมอยู่แล้ว บุคคลเป็นที่สบาย ประชาชนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่มีนิสัยรักสงบ รักสันติ และประการสุดท้าย ธรรมะเป็นที่สบาย คือ มีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมีวัดและพระภิกษุสามเณรจำนวนมาก พุทธศาสนิกชน สามารถให้ทานรักษาศีล ฟังธรรม ทำสมาธิภาวนา ได้โดยสะดวก
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงคือ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ชาวพุทธ เบียดเบียนทำร้ายใคร มีแต่สอนให้เมตตาและรู้จักให้อภัย การบัญญัติคำว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย" จึงไม่ใช่ช่องทางที่ชาวพุทธจะไปรังแกหรือกดขี่ข่มเหงใคร ชาวไทยทุกคนยังคงมีสิทธิในการเลือกนับถือศาสนาตามที่ต้องการ ชาวพุทธ มุสลิม คริสต์ ฮินดู ซิกซ์และอื่นๆมีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกันในการปฏิบัติกิจกรรม ทางศาสนา การศึกษาเล่าเรียน การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตประจำวัน ภายใต้กฎหมายเดียวกันเหมือนที่ผ่านมา โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงให้ ้ความคุ้มครองและให้การสนับสนุนแก่ทุกศาสนาตามความเหมาะสม
ปัจจุบันประเทศที่ระบุศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญมีอยู่เป็นจำนวนมากหลายสิบประเทศ ทั้งประเทศที่นับถือ ศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู ยิว และพุทธ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก จะระบุให้มีศาสนาประจำชาติบ้าง
ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ หลายครั้งหลายหน ด้วยวิธีการต่างๆนานา แต่ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ทราบว่าทำไมจึงยากเย็นนัก เรื่องนี้ถ้าไม่คิดก็ไม่แปลก ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลก
แต่..คงไม่แปลกเลย ถ้าพระภิกษุสงฆ์ และชาวพุทธจะรวมพลังกันใช้สิทธิเรียกร้องให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คงอยู่คู่กันตลอดไป ดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระจ้าตากสินมหาราช ที่ว่า
|
อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก ทนทุกย์ยากกู้ชาติพระศาสนา ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา แด่พระศาสนาสมณะพระพุทธโคดม ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี สมณะพราหมณ์ชีปฏิบัติให้พอสม เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม ถวายบังคมรอยบาทพระศาสนา คิดถึงพ่อพ่ออยู่คู่กับเจ้า ชาติของเราคงอยู่ยงคู่องค์กษัตรา พระศาสนาฝากไว้ให้คู่กัน | จากจารึกในศาลพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร |
มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า
The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)
"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้
....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ
คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี
[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]
http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein
http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html
พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า
“ สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2) บางชาติเกิดเป็นเทพ(เทวดา+พรหม) บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)
......อ้างอิง...ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงการราชิวิทยาลัย (เล่มที่ / หน้าที่ )
1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๓
2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๗
3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๓๕๐-๓๖๕
ดูต่อที่ : http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788
http://www.o2blog.com/myblog/blog.php?month=&year=&user=montasavi&page=&syear=&smonth=&sdate=&style=1&id=843
เว็บ...ของพระฝรั่ง ที่อุปสมบทในพุทธศาสนา
http://www.vimutti.org.nz/vimutti.html
http://www.users.zetnet.co.uk/phrakhem/
http://www.abhayagiri.org/
http://www.arrowriver.ca/
http://www.tisarana.ca/
http://santacittarama.altervista.org/welcome.htm
http://www.amaravati.org/
http://www.ratanagiri.org.uk/
http://www.foresthermitage.org.uk/
http://www.forestsangha.org/com/devon.htm
http://www.abhayagiri.org/
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3169
webside ….ศึกษาพุทธศาสนา
http://www.sarakadee.com/web/
http://www.prajan.com/webboard/
http://www.jarun.org/
http://www.sati99.com/
http://www.praruttanatri.com/meditation_club/
http://www.nkgen.com/
montasavi_@hotmail.com
พระไตรปิฏกภาษาอังกฤษ
http://www.geocities.com/Athens/Forum/2359/indsut.html
http://www.accesstoinsight.org/index.html
http://www.acessoaoinsight.net/tipitaka.php
http://eng.buddhapia.com/
http://www.vipassana.com/canon/sutta.php
http://www.chaf.lib.latrobe.edu.au/dcd/pali.htm
http://oaks.nvg.org/tripitaka.html
http://myweb.ncku.edu.tw/~lausinan/AccessToInsight/html/index.html
บาลี : http://www.buddhanet.net/pdf_file/ele_pali.pdf
http://www.alphadictionary.com/directory/Languages/Indo,045Iranian/Pali/
#1 By montasavi on 2007-11-25 10:22