พระธรรมเทศนา






           อาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง อาคารหลังนี้หลวงพ่อ รับเป็นประธานในการสร้าง เมื่อตั้งใจแล้วต้องลุยให้สำเร็จให้ได้ เพราะว่าจะเป็นจุดที่เผยแผ่ พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก

           ซึ่งตอนนี้เราเริ่มเห็นผู้มีบุญ ท่านศาสตราจารย์จากหลาย ๆ ประเทศ ให้ความสำคัญใน การศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาเถรวาท จนกระทั่งให้โอกาสตัวเองได้มาบวช แต่ละท่านนั้นเป็น นักวิชาการระดับโลก โดยเฉพาะท่านศาสตราจารย์จากประเทศญี่ปุ่นที่เป็นนักวิชาการระดับโลก บวชแล้วก็ขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่วัดกิ่วลม แล้วก็ไปพักอยู่ที่สนแก้ววนาราม ปฏิบัติธรรมใต้ต้นไทร ท่านบอกว่าบรรยากาศเหมือนสมัยพุทธกาล ท่านมีปีติเบิกบานและมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี ท่านมีความสุขมาก ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องพระอภิธรรมมา ๔๐ ปี แต่ท่านบอกว่าใน ๔๐ ปีที่ผ่านมา มันมีอยู่ในตำราเท่านั้นเอง ยังไม่เคยพบความสุขจากการปฏิบัติจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ ท่านปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาที่ท่านศึกษาพระอภิธรรม ๔๐ ปี ในหลาย ๆ วิธีการ แต่เพิ่งมาพบความสุขตอนมาบวช และปฏิบัติธรรมที่วัดกิ่วลม ที่สนแก้ววนาราม

           และ ท่านยังบอกอีกว่า ได้ออกไปบิณฑบาต น้ำตาท่านไหลด้วยความปีติ คือ ท่านเห็น ชาวบ้านที่เป็นชาวพุทธมีกุศลศรัทธามาใส่บาตรของท่านอย่างมีระบบระเบียบ อาหารก็ไม่ใช่ จะประณีตอะไรมากอย่างที่ท่านเคยเห็น แต่ว่าใจของทุกคนประณีต และได้จัดเตรียมอาหารที่ดี ที่สุด ดีกว่าที่ภายในบ้านของเขาจะได้รับประทานเอามาใส่ เพื่อจะให้เป็นกำลังแห่งการตรัสรู้ธรรม ของพุทธบุตร ท่านสังเกตเห็น และน้ำตาแห่งความปีติของท่านไหลระหว่างท่านเดินบิณฑบาต แต่ในตัวท่านเห็นพระภายใน แล้วท่านยังบอกว่าให้ใช้ชื่อของท่านได้เลยในการที่จะประกาศเรื่องการ เผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย และท่านมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีในระดับหนึ่งเป็นครั้งแรก และได้พบความสุขอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นครั้งแรก จะมีอย่างนี้ขึ้นอีกในหลาย ๆ สถาบัน อาคาร ๑๐๐ ปี คุณยายอาจารย์ฯ แหล่งรวมนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาระดับโลก เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ของต่างประเทศ มีทั้งญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีกหลาย ๆ แห่ง ที่แต่ละ มหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกัน ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่พุทธศาสนา วิชชาธรรมกายกำลังจะขยายออกไป

           เพราะฉะนั้นอาคารหลังนี้จึงมีความสำคัญ เพราะจะเป็นส่วนสำคัญที่จะศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องปริยัติธรรม และจะเป็นที่ประชุมของนักวิชาการระดับโลกทั่วโลกที่จะมาประชุมแลกเปลี่ยน ความรู้ ซึ่งมีคัมภีร์เก่า ๆ มากมายที่เก็บคำสอนดั้งเดิมเอาไว้ในภาษาต่าง ๆ บางคัมภีร์เก็บไว้ใน เปลือกไม้ อย่างของเรามีเก็บไว้ในใบลาน เปลือกไม้ถือว่าเก่าที่สุดประมาณหลังพุทธปรินิพพาน ๖๐๐ ปี จารึกคำสอนดั้งเดิมอย่างนี้เราได้มาจากนักวิชาการ ที่มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน

           อาคารหลังนี้จะเป็นที่รวบรวมคำสอนความรู้เกี่ยวกับเรื่องธรรมกาย พระธรรมกายมีอยู่ ในพระไตรปิฎก แต่ว่านักปราชญ์ นักวิชาการต่าง ๆ ซึ่งเป็นนักคิด ไม่ใช่นักปฏิบัติก็พูดกันไป คนละทิศละทางกัน ความหมายไม่่ตรงกัน แต่ถ้ามีประสบการณ์ภายในจากตัวของเราเอง โดย เราไม่ได้คิดอะไรเลย พอใจหยุดแล้วเราเข้าถึง เราจะทราบว่าอะไรเป็นอย่างไร เพื่อให้ข้อสงสัยนี้ หมดไป เพราะว่าชาวโลกเขาฟังนักวิชาการ หลวงพ่อจึงให้ไปรวบรวมคำสอนดั้งเดิมโดยเฉพาะ คำว่า ธรรมกาย มีอยู่ในคัมภีร์ไหน ก็ส่งพระลูกชาย ลูกอุบาสก อุบาสิกา กระจายกันไปศึกษา ทั่วโลกในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อที่จะไปสืบเสาะดูว่ามีคัมภีร์โบราณที่เก็บคำสอนดั้งเดิม แล้วมี ข้อความเกี่ยวกับเรื่องธรรมกายที่ไหนบ้าง จะได้เอามารวบรวมไว้ เพื่อเป็นพยานหลักฐานให้นักวิชาการ ระดับโลกเขาเห็นว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ตรงกัน

 

ามารถติดต่อร่วมบุญได้ที่ ideal072@gmail.com

 
มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
ชีวิตเหลือน้อยนิด​ ​อย่าคิดเรื่องไร้สาระ

        ​บุญ​เป็น​บ่อเกิดแห่ง​ความ​สุข​และ​ความ​สำ​เร็จ​ใน​ชีวิต​ ​ตั้งแต่ปุถุชน​ ​จนกระทั่ง​ถึง​พระอริยเจ้า​  ​ทุกครั้งที่​เราสร้าง​ความ​ดี​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​การ​ให้​ทาน​ ​รักษาศีล​ ​และ​เจริญภาวนา​  ​บุญ​จะ​เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่​ ๗  ​เป็น​กระ​แสที่​ใสสว่างสะอาดบริสุทธิ์​  ​คล้าย​กับ​เพชรลูกที่​เจียระ​ไน​แล้ว​  ​เมื่อกระ​แสบุญหลั่งไหล​เข้า​สู่ศูนย์กลางกาย​ ​จะ​รวม​เป็น​ดวงเรียกว่า​ “​ดวงบุญ​” ติด​อยู่​ที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกคน​ 
 
        ดวงบุญนี้​เป็น​ต้นเหตุ​แห่ง​ความ​สุข​และ​ความ​สำ​เร็จ  ​เมื่อเราปรารถนาสิ่ง​ใด​ ​ให้​อธิษฐานจิต​ใน​กลางดวงบุญ​นั้น​ ​ซึ่ง​เป็น​ทางมา​แห่งมหาสมบัติ​ทั้ง​หลาย​ ​ทั้ง​รูปสมบัติ​ ​ทรัพย์สมบัติ​ ​คุณสมบัติ​ ​ลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​สุข​ ​มรรคผลนิพพาน​ ​ซ้อน​อยู่​ใน​กลางดวงบุญ​นั้น​  ​บางคนสายสมบัติ​โต​ ​บางคน​เล็ก​ ​บางคนก็ริบหรี่​  ​ตามแต่กำ​ลังบุญที่​ได้​สั่งสมมา​  ​ดวงบุญนี้​จะ​ดึงดูดสมบัติหยาบ​ใน​เมืองมนุษย์​ ​ให้​เรา​ได้​ใช้​สร้างบารมีอย่าง​ไม่​รู้จักหมดสิ้น​ ​เมื่อปรารถนา​ใน​สิ่งที่ดี​ ​ย่อม​จะ​สมปรารถนา​ได้​  ​ดัง​นั้น​ ​เรา​จึง​ต้อง​สั่งสมบุญ​กัน​ให้​มากๆ​  ​อย่า​ให้​ขาดแม้​แต่วันเดียว​ ​เพราะ​บุญ​เป็น​ดั่งแก้วสารพัดนึกที่​เนรมิตทุกสิ่งทุกอย่าง​ให้​กับ​เรา​ได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​ ​สังยุตตนิกาย​ ​ความ​ว่า

 “​อปฺปมายุ​ ​มนุสฺสานํ​   ​หิ​เฬยฺย​ ​นํ​ ​สุ​โปริ​โส
จเรยฺยาทิตฺตสี​โสว​     ​นตฺถิ​ ​มจฺจุสฺส​ ​นาคโม


อายุของมนุษย์มีน้อย​ ​คนดีพึงดูถูกอายุ​นั้น​เสีย​
พึงประพฤติตนดุจคนมีศีรษะถูกไฟไหม้​ ​มฤตยูที่​จะ​ไม่​มา​ถึง​นั้น​ ​ย่อม​ไม่​มี​”

        ​โลกใบนี้​เป็น​โลกแห่งการสร้างบารมี​ ​เป็น​โลกแห่งการสั่งสมบุญกุศล​ความ​ดีงาม​  ​แต่​เนื่อง​จาก​เรามี​เวลา​อยู่​บนโลกใบนี้​ไม่​นาน​ ​มี​เวลา​อยู่​อย่างจำ​กัด​ ​เรา​จึง​ควร​ใช้​เวลาที่มี​อยู่​น้อยนิดนี้​ ​สร้างบารมี​ให้​เต็มที่​ ​ให้​คุ้มค่า​กับ​เวลาที่​เสียไป​ใน​แต่ละวัน​ ​ต้อง​ทำ​ชีวิต​ให้​มีคุณค่า​ ​ด้วย​การสร้างบุญบารมี​ให้​เพิ่มขึ้น​ ​ให้​สม​กับ​ที่​ได้​เกิดมาสร้างบารมี​ ​เพื่อทำ​พระนิพพาน​ให้​แจ้ง

        ​ชีวิตของเราทุกคนต่างถูกไฟ​ ​คือ​ ​ความ​แก่​ ​ความ​เจ็บ​ ​และ​ความ​ตาย​ ​แผดเผาทุกอนุวินาที​  ​ดัง​นั้น​ ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​จึง​ตรัสสอน​ให้​เราทำ​แต่​ความ​ดี​ ​ทำ​ใจ​ให้​ใสๆ​ ​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัยภาย​ใน

        ​นอก​จาก​นี้​ยัง​ทรงสอน​ให้​เราหมั่นเจริญมรณานุสติ​เนืองๆ​ ​ให้​พิจารณา​ใคร่ครวญ​ถึง​ความ​ไม่​เที่ยง​ ​เป็น​ทุกข์​ ​เป็น​อนัตตาของสังขารร่างกาย​  ​เมื่อเราหมั่นพิจารณา​ถึง​สิ่งเหล่านี้​เป็น​ประจำ​ ​จะ​ทำ​ให้​จิตของเราสงบ​ ​ละคลาย​จาก​ความ​ยึดมั่นถือมั่น​ใน​โลกามิส​ ​ซึ่ง​เป็น​เหยื่อล่อที่ทำ​ให้​เราติด​อยู่​ใน​โลกนี้​ ​เป็น​เหตุทำ​ให้​ใจเหินห่าง​จาก​กระ​แสของพระนิพพาน

        พระพุทธองค์ทรงสอน​ให้​เราพิจารณาว่า ​ชีวิตนี้​เป็น​ของน้อย​ ​ถูก​ความ​ชรารุกราน​อยู่​เงียบๆ​  ​รุกรานนำ​ไปสู่​ความ​ตาย​  ​เมื่อพิจารณา​เห็นโทษของ​ความ​ตาย​  ​ปล่อยวาง​จาก​ความ​ยินดี​ใน​สิ่งที่​ไม่​เป็น​สาระ​ทั้ง​หลาย​ ​ให้​ละ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​ปวง​ ​ทำ​ความ​ดี​ให้​ถึง​พร้อม​ ​และ​ทำ​จิตใจ​ให้​ผ่องใส​ ​โดย​มี​ใจมุ่งตรงต่อหนทางของพระนิพพาน

        *​เหมือน​ใน​สมัยพุทธกาลที่พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ได้​ให้​โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ว่า​ 
 
       ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​มรณานุสติอันบุคคลเจริญ​แล้ว​ ​กระทำ​ให้​มาก​แล้ว​ ​ย่อมมีผลมาก​ ​มีอานิสงส์มาก​ ​ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ​ ​มีอมตะ​เป็น​ที่สุด​ ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ก็มรณานุสติอันบุคคลเจริญ​แล้ว​อย่างไร​ ​กระทำ​ให้​มาก​แล้ว​อย่างไร​ ​จึง​มีผลมาก​ ​มีอานิสงส์มาก​ ​หยั่งลงสู่อมตะ​ ​มีอมตะ​เป็น​ที่สุด

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ภิกษุ​ใน​พระธรรมวินัยนี้​ ​เมื่อกลางวันสิ้นไป​ ​กลางคืนเวียนมา​ ​ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า​ ​ปัจจัยแห่ง​ความ​ตายของเรามีมากหนอ​ ​คือ​ ​งูพึงกัดเราก็​ได้​ ​แมลงป่องพึงต่อยเราก็​ได้​ ​ตะขาบพึงกัดเราก็​ได้​  ​เพราะ​เหตุ​นั้น​ ​เราพึง​ถึง​ความ​ตาย​ ​อันตราย​นั้น​พึงมี​แก่​เรา​ ​เราพึงพลาดล้มลงก็​ได้​ ​อาหารที่​เราบริ​โภค​แล้ว​ไม่​ย่อยก็​ได้​ ​ดีของเราพึงซ่านก็​ได้​ ​เสมหะของเราพึงกำ​เริบก็​ได้​ ​ลม​ใน​ร่างกายของเราพึงกำ​เริบก็​ได้​ ​มนุษย์​ทั้ง​หลายพึงเบียดเบียนเราก็​ได้​ ​พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็​ได้​

        ​เพราะ​เหตุ​นั้น​ ​ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า​  ​ธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลอัน​ใด​ที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ ​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางคืนมี​อยู่​หรือ​หนอแล​  ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้ว่าธรรมอัน​เป็น​อกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ ​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางคืนมี​อยู่​ ​ภิกษุ​นั้น​พึงทำ​ความ​พอใจ​ ​ความ​พยายาม​ ​ตั้งสติ​และ​มีสัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อละธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลเหล่า​นั้น​เสีย​ ​เปรียบเหมือนคนที่ศีรษะถูกไฟไหม้​ ​พึงทำ​ความ​พยายาม​ ​ไม่​ท้อถอย​ ​ตั้งสติ​และ​มีสัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อดับไฟไหม้ศีรษะ​นั้น​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้ว่าธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางคืน​ไม่​มี​ ​ภิกษุ​นั้น​พึง​เป็น​ผู้​มีปีติ​และ​ปรา​โมทย์​ ​หมั่นศึกษา​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน​ใน​กุศลธรรม​ทั้ง​หลาย​อยู่

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ภิกษุ​ใน​ธรรมวินัยนี้​ ​เมื่อกลางคืนสิ้นไป​ ​กลางวันเวียนมา​ถึง​ ​ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า​ ​ปัจจัยแห่ง​ความ​ตายของเรามีมากหนอ​ ​ทั้ง​อันตรายที่​เกิด​จาก​สัตว์ร้าย​ ​อันตรายที่​เกิด​จาก​ตัวเอง​ ​เช่น​ ​อาหารที่​เราบริ​โภค​แล้ว​ไม่​ย่อย​ ​ลม​ใน​ร่างกายของเราพึงกำ​เริบ​ ​เป็น​ต้น​ ​และ​มนุษย์​ทั้ง​หลายพึงเบียดเบียนเราก็​ได้​ ​พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็​ได้​  ​เพราะ​เหตุ​นั้น​ ​เราพึง​ถึง​ความ​ตาย​ ​อันตราย​นั้น​พึงมี​แก่​เราอย่างแน่นอน

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ภิกษุ​นั้น​พึงพิจารณาดังนี้ว่า​ ​ธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางวันมี​อยู่​หรือ​หนอแล​ ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้ว่าธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึงทำ​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางวันมี​อยู่​ ​ภิกษุ​นั้น​พึงกระทำ​ความ​พอใจ​ ​ความ​พยายาม​ ​ความ​อุตสาหะ​ ​ความ​เพียร​ ​ความ​ไม่​ท้อถอย​ ​มีสติ​และ​สัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อละธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลเหล่า​นั้น​เสีย​ ​เปรียบเหมือนบุคคลมีผ้าถูกไฟไหม้​ ​หรือ​ศีรษะถูกไฟไหม้​ ​พึงกระทำ​ความ​พอใจ​ ​ความ​พยายาม​ ​ความ​อุตสาหะ​ ​ความ​เพียร​ ​ความ​ไม่​ท้อถอย​ ​ตั้งสติ​และ​มีสัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อดับไฟไหม้ผ้า​หรือ​ศีรษะ​นั้น

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้ว่า​ ​ธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลอันเรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางวัน​ไม่​มี​ ​ภิกษุ​นั้น​พึง​เป็น​ผู้​มีปีติ​และ​ปรา​โมทย์​ ​หมั่นศึกษา​อยู่​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน​ใน​กุศลธรรม​ทั้ง​หลาย​ ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​มรณานุสติอันภิกษุ​เจริญ​แล้ว​อย่างนี้​ ​กระทำ​ให้​มาก​แล้ว​อย่างนี้​ ​จึง​มีผลมาก​ ​มีอานิสงส์มาก​ ​หยั่งลงสู่อมตะ​ ​มีอมตะ​เป็น​ที่สุด​”

        ​จาก​พระดำ​รัสนี้​ ​เรา​จะ​เห็น​ได้​ว่า​ ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนพวกเรา​ให้​หมั่นพิจารณา​ถึง​ความ​ตายบ่อยๆ​ ​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ประมาท​ใน​ชีวิต​ ​ไม่​ประมาท​ใน​การประพฤติปฏิบัติธรรม​ ​ไม่​ท้อถอย​ใน​การบำ​เพ็ญเพียร​ ​เพื่อ​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัยภาย​ใน​  ​การเจริญมรณานุสตินี้​ ​มิ​ได้​จำ​กัดเฉพาะพระภิกษุ​เท่า​นั้น​ ​แต่​เป็น​สิ่งที่ทุกๆ​ ​คน​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​บรรพชิต​หรือ​คฤหัสถ์ก็ตาม​  ​จะ​ต้อง​หมั่นพิจารณาบ่อยๆ​ ​เพื่อ​ให้​ใจคลาย​จาก​ความ​ยึดมั่นถือมั่น​ใน​สิ่งที่​ไม่​เป็น​สาระ​ ​และ​ให้​มี​ใจยินดี​ใน​พระนิพพาน

        ​ดัง​นั้น​ ​อย่า​ได้​ประมาท​ ​อย่าชะล่า​ใจ​ใน​มรณภัยที่​เรามอง​ไม่​เห็น​ ​ความ​ตาย​ไม่​มีนิมิตหมาย​ ​ให้​หมั่นเจริญมรณานุสติ​ไว้​เสมอๆ​  ​และ​ให้​เร่งรีบขวนขวาย​ใน​การสร้างบุญบารมี​ ​หมั่นทำ​ใจหยุดนิ่ง​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัยภาย​ใน​ให้​ได้​ ​เรา​จะ​ได้​ไม่​หวาดหวั่นต่อมรณภัย​ ​จะ​ได้​มีที่พึ่งที่ระลึกที่​แท้จริง​กัน​ทุกๆ​ ​คน
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)

(มก​.​จตุตถปฏิปทาสูตร​  ​เล่ม​ ๓๗ ​หน้า​ ๖๔๑) 
 
มงคลที่​ ๑๖

ประพฤติธรรม
ชีวิตเหลือน้อยนิด​ ​อย่าคิดเรื่องไร้สาระ

        ​บุญ​เป็น​บ่อเกิดแห่ง​ความ​สุข​และ​ความ​สำ​เร็จ​ใน​ชีวิต​ ​ตั้งแต่ปุถุชน​ ​จนกระทั่ง​ถึง​พระอริยเจ้า​  ​ทุกครั้งที่​เราสร้าง​ความ​ดี​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​การ​ให้​ทาน​ ​รักษาศีล​ ​และ​เจริญภาวนา​  ​บุญ​จะ​เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่​ ๗  ​เป็น​กระ​แสที่​ใสสว่างสะอาดบริสุทธิ์​  ​คล้าย​กับ​เพชรลูกที่​เจียระ​ไน​แล้ว​  ​เมื่อกระ​แสบุญหลั่งไหล​เข้า​สู่ศูนย์กลางกาย​ ​จะ​รวม​เป็น​ดวงเรียกว่า​ “​ดวงบุญ​” ติด​อยู่​ที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกคน​ 
 
        ดวงบุญนี้​เป็น​ต้นเหตุ​แห่ง​ความ​สุข​และ​ความ​สำ​เร็จ  ​เมื่อเราปรารถนาสิ่ง​ใด​ ​ให้​อธิษฐานจิต​ใน​กลางดวงบุญ​นั้น​ ​ซึ่ง​เป็น​ทางมา​แห่งมหาสมบัติ​ทั้ง​หลาย​ ​ทั้ง​รูปสมบัติ​ ​ทรัพย์สมบัติ​ ​คุณสมบัติ​ ​ลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​สุข​ ​มรรคผลนิพพาน​ ​ซ้อน​อยู่​ใน​กลางดวงบุญ​นั้น​  ​บางคนสายสมบัติ​โต​ ​บางคน​เล็ก​ ​บางคนก็ริบหรี่​  ​ตามแต่กำ​ลังบุญที่​ได้​สั่งสมมา​  ​ดวงบุญนี้​จะ​ดึงดูดสมบัติหยาบ​ใน​เมืองมนุษย์​ ​ให้​เรา​ได้​ใช้​สร้างบารมีอย่าง​ไม่​รู้จักหมดสิ้น​ ​เมื่อปรารถนา​ใน​สิ่งที่ดี​ ​ย่อม​จะ​สมปรารถนา​ได้​  ​ดัง​นั้น​ ​เรา​จึง​ต้อง​สั่งสมบุญ​กัน​ให้​มากๆ​  ​อย่า​ให้​ขาดแม้​แต่วันเดียว​ ​เพราะ​บุญ​เป็น​ดั่งแก้วสารพัดนึกที่​เนรมิตทุกสิ่งทุกอย่าง​ให้​กับ​เรา​ได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส​ไว้​ใน​ ​สังยุตตนิกาย​ ​ความ​ว่า

 “​อปฺปมายุ​ ​มนุสฺสานํ​   ​หิ​เฬยฺย​ ​นํ​ ​สุ​โปริ​โส
จเรยฺยาทิตฺตสี​โสว​     ​นตฺถิ​ ​มจฺจุสฺส​ ​นาคโม


อายุของมนุษย์มีน้อย​ ​คนดีพึงดูถูกอายุ​นั้น​เสีย​
พึงประพฤติตนดุจคนมีศีรษะถูกไฟไหม้​ ​มฤตยูที่​จะ​ไม่​มา​ถึง​นั้น​ ​ย่อม​ไม่​มี​”

        ​โลกใบนี้​เป็น​โลกแห่งการสร้างบารมี​ ​เป็น​โลกแห่งการสั่งสมบุญกุศล​ความ​ดีงาม​  ​แต่​เนื่อง​จาก​เรามี​เวลา​อยู่​บนโลกใบนี้​ไม่​นาน​ ​มี​เวลา​อยู่​อย่างจำ​กัด​ ​เรา​จึง​ควร​ใช้​เวลาที่มี​อยู่​น้อยนิดนี้​ ​สร้างบารมี​ให้​เต็มที่​ ​ให้​คุ้มค่า​กับ​เวลาที่​เสียไป​ใน​แต่ละวัน​ ​ต้อง​ทำ​ชีวิต​ให้​มีคุณค่า​ ​ด้วย​การสร้างบุญบารมี​ให้​เพิ่มขึ้น​ ​ให้​สม​กับ​ที่​ได้​เกิดมาสร้างบารมี​ ​เพื่อทำ​พระนิพพาน​ให้​แจ้ง

        ​ชีวิตของเราทุกคนต่างถูกไฟ​ ​คือ​ ​ความ​แก่​ ​ความ​เจ็บ​ ​และ​ความ​ตาย​ ​แผดเผาทุกอนุวินาที​  ​ดัง​นั้น​ ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​จึง​ตรัสสอน​ให้​เราทำ​แต่​ความ​ดี​ ​ทำ​ใจ​ให้​ใสๆ​ ​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัยภาย​ใน

        ​นอก​จาก​นี้​ยัง​ทรงสอน​ให้​เราหมั่นเจริญมรณานุสติ​เนืองๆ​ ​ให้​พิจารณา​ใคร่ครวญ​ถึง​ความ​ไม่​เที่ยง​ ​เป็น​ทุกข์​ ​เป็น​อนัตตาของสังขารร่างกาย​  ​เมื่อเราหมั่นพิจารณา​ถึง​สิ่งเหล่านี้​เป็น​ประจำ​ ​จะ​ทำ​ให้​จิตของเราสงบ​ ​ละคลาย​จาก​ความ​ยึดมั่นถือมั่น​ใน​โลกามิส​ ​ซึ่ง​เป็น​เหยื่อล่อที่ทำ​ให้​เราติด​อยู่​ใน​โลกนี้​ ​เป็น​เหตุทำ​ให้​ใจเหินห่าง​จาก​กระ​แสของพระนิพพาน

        พระพุทธองค์ทรงสอน​ให้​เราพิจารณาว่า ​ชีวิตนี้​เป็น​ของน้อย​ ​ถูก​ความ​ชรารุกราน​อยู่​เงียบๆ​  ​รุกรานนำ​ไปสู่​ความ​ตาย​  ​เมื่อพิจารณา​เห็นโทษของ​ความ​ตาย​  ​ปล่อยวาง​จาก​ความ​ยินดี​ใน​สิ่งที่​ไม่​เป็น​สาระ​ทั้ง​หลาย​ ​ให้​ละ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​ปวง​ ​ทำ​ความ​ดี​ให้​ถึง​พร้อม​ ​และ​ทำ​จิตใจ​ให้​ผ่องใส​ ​โดย​มี​ใจมุ่งตรงต่อหนทางของพระนิพพาน

        *​เหมือน​ใน​สมัยพุทธกาลที่พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ได้​ให้​โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ว่า​ 
 
       ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​มรณานุสติอันบุคคลเจริญ​แล้ว​ ​กระทำ​ให้​มาก​แล้ว​ ​ย่อมมีผลมาก​ ​มีอานิสงส์มาก​ ​ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ​ ​มีอมตะ​เป็น​ที่สุด​ ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ก็มรณานุสติอันบุคคลเจริญ​แล้ว​อย่างไร​ ​กระทำ​ให้​มาก​แล้ว​อย่างไร​ ​จึง​มีผลมาก​ ​มีอานิสงส์มาก​ ​หยั่งลงสู่อมตะ​ ​มีอมตะ​เป็น​ที่สุด

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ภิกษุ​ใน​พระธรรมวินัยนี้​ ​เมื่อกลางวันสิ้นไป​ ​กลางคืนเวียนมา​ ​ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า​ ​ปัจจัยแห่ง​ความ​ตายของเรามีมากหนอ​ ​คือ​ ​งูพึงกัดเราก็​ได้​ ​แมลงป่องพึงต่อยเราก็​ได้​ ​ตะขาบพึงกัดเราก็​ได้​  ​เพราะ​เหตุ​นั้น​ ​เราพึง​ถึง​ความ​ตาย​ ​อันตราย​นั้น​พึงมี​แก่​เรา​ ​เราพึงพลาดล้มลงก็​ได้​ ​อาหารที่​เราบริ​โภค​แล้ว​ไม่​ย่อยก็​ได้​ ​ดีของเราพึงซ่านก็​ได้​ ​เสมหะของเราพึงกำ​เริบก็​ได้​ ​ลม​ใน​ร่างกายของเราพึงกำ​เริบก็​ได้​ ​มนุษย์​ทั้ง​หลายพึงเบียดเบียนเราก็​ได้​ ​พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็​ได้​

        ​เพราะ​เหตุ​นั้น​ ​ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่า​  ​ธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลอัน​ใด​ที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ ​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางคืนมี​อยู่​หรือ​หนอแล​  ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้ว่าธรรมอัน​เป็น​อกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ ​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางคืนมี​อยู่​ ​ภิกษุ​นั้น​พึงทำ​ความ​พอใจ​ ​ความ​พยายาม​ ​ตั้งสติ​และ​มีสัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อละธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลเหล่า​นั้น​เสีย​ ​เปรียบเหมือนคนที่ศีรษะถูกไฟไหม้​ ​พึงทำ​ความ​พยายาม​ ​ไม่​ท้อถอย​ ​ตั้งสติ​และ​มีสัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อดับไฟไหม้ศีรษะ​นั้น​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้ว่าธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางคืน​ไม่​มี​ ​ภิกษุ​นั้น​พึง​เป็น​ผู้​มีปีติ​และ​ปรา​โมทย์​ ​หมั่นศึกษา​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน​ใน​กุศลธรรม​ทั้ง​หลาย​อยู่

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ภิกษุ​ใน​ธรรมวินัยนี้​ ​เมื่อกลางคืนสิ้นไป​ ​กลางวันเวียนมา​ถึง​ ​ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า​ ​ปัจจัยแห่ง​ความ​ตายของเรามีมากหนอ​ ​ทั้ง​อันตรายที่​เกิด​จาก​สัตว์ร้าย​ ​อันตรายที่​เกิด​จาก​ตัวเอง​ ​เช่น​ ​อาหารที่​เราบริ​โภค​แล้ว​ไม่​ย่อย​ ​ลม​ใน​ร่างกายของเราพึงกำ​เริบ​ ​เป็น​ต้น​ ​และ​มนุษย์​ทั้ง​หลายพึงเบียดเบียนเราก็​ได้​ ​พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็​ได้​  ​เพราะ​เหตุ​นั้น​ ​เราพึง​ถึง​ความ​ตาย​ ​อันตราย​นั้น​พึงมี​แก่​เราอย่างแน่นอน

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ภิกษุ​นั้น​พึงพิจารณาดังนี้ว่า​ ​ธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางวันมี​อยู่​หรือ​หนอแล​ ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้ว่าธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลที่​เรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึงทำ​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางวันมี​อยู่​ ​ภิกษุ​นั้น​พึงกระทำ​ความ​พอใจ​ ​ความ​พยายาม​ ​ความ​อุตสาหะ​ ​ความ​เพียร​ ​ความ​ไม่​ท้อถอย​ ​มีสติ​และ​สัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อละธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลเหล่า​นั้น​เสีย​ ​เปรียบเหมือนบุคคลมีผ้าถูกไฟไหม้​ ​หรือ​ศีรษะถูกไฟไหม้​ ​พึงกระทำ​ความ​พอใจ​ ​ความ​พยายาม​ ​ความ​อุตสาหะ​ ​ความ​เพียร​ ​ความ​ไม่​ท้อถอย​ ​ตั้งสติ​และ​มีสัมปชัญญะ​ให้​ยิ่งขึ้น​ ​เพื่อดับไฟไหม้ผ้า​หรือ​ศีรษะ​นั้น

        ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ถ้า​ภิกษุพิจารณา​อยู่​อย่างนี้ว่า​ ​ธรรมอัน​เป็น​บาปอกุศลอันเรา​ยัง​ละ​ไม่​ได้​ ​ที่​จะ​พึง​เป็น​อันตรายแก่​เรา​ผู้​ถึง​ความ​ตาย​ใน​กลางวัน​ไม่​มี​ ​ภิกษุ​นั้น​พึง​เป็น​ผู้​มีปีติ​และ​ปรา​โมทย์​ ​หมั่นศึกษา​อยู่​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน​ใน​กุศลธรรม​ทั้ง​หลาย​ ​ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​มรณานุสติอันภิกษุ​เจริญ​แล้ว​อย่างนี้​ ​กระทำ​ให้​มาก​แล้ว​อย่างนี้​ ​จึง​มีผลมาก​ ​มีอานิสงส์มาก​ ​หยั่งลงสู่อมตะ​ ​มีอมตะ​เป็น​ที่สุด​”

        ​จาก​พระดำ​รัสนี้​ ​เรา​จะ​เห็น​ได้​ว่า​ ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนพวกเรา​ให้​หมั่นพิจารณา​ถึง​ความ​ตายบ่อยๆ​ ​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ประมาท​ใน​ชีวิต​ ​ไม่​ประมาท​ใน​การประพฤติปฏิบัติธรรม​ ​ไม่​ท้อถอย​ใน​การบำ​เพ็ญเพียร​ ​เพื่อ​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัยภาย​ใน​  ​การเจริญมรณานุสตินี้​ ​มิ​ได้​จำ​กัดเฉพาะพระภิกษุ​เท่า​นั้น​ ​แต่​เป็น​สิ่งที่ทุกๆ​ ​คน​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​บรรพชิต​หรือ​คฤหัสถ์ก็ตาม​  ​จะ​ต้อง​หมั่นพิจารณาบ่อยๆ​ ​เพื่อ​ให้​ใจคลาย​จาก​ความ​ยึดมั่นถือมั่น​ใน​สิ่งที่​ไม่​เป็น​สาระ​ ​และ​ให้​มี​ใจยินดี​ใน​พระนิพพาน

        ​ดัง​นั้น​ ​อย่า​ได้​ประมาท​ ​อย่าชะล่า​ใจ​ใน​มรณภัยที่​เรามอง​ไม่​เห็น​ ​ความ​ตาย​ไม่​มีนิมิตหมาย​ ​ให้​หมั่นเจริญมรณานุสติ​ไว้​เสมอๆ​  ​และ​ให้​เร่งรีบขวนขวาย​ใน​การสร้างบุญบารมี​ ​หมั่นทำ​ใจหยุดนิ่ง​ให้​เข้า​ถึง​พระรัตนตรัยภาย​ใน​ให้​ได้​ ​เรา​จะ​ได้​ไม่​หวาดหวั่นต่อมรณภัย​ ​จะ​ได้​มีที่พึ่งที่ระลึกที่​แท้จริง​กัน​ทุกๆ​ ​คน
 
พระธรรมเทศนา​โดย​ : ​พระราชภาวนาวิสุทธิ์​ (ไชยบูลย์​ ​ธมฺมชโย)

(มก​.​จตุตถปฏิปทาสูตร​  ​เล่ม​ ๓๗ ​หน้า​ ๖๔๑)